ไม้ประดับ

พลูฉลุ เลี้ยงง่ายในดินและในน้ำ วางมุมไหนก็สวยได้

ถ้าพูดถึงพลูที่มีใบเป็นเอกลักษณ์ มีลักษณะแตกต่างกับพลูชนิดอื่นๆอย่างชัดเจน พลูฉลุก็จะเป็นชื่อแรกๆที่มักจะนึกถึงกัน ใบที่รียาว ลวดลายใบอาจจะไม่ได้มีมากนัก แต่ก็โดดเด่นตรงที่ใบเป็นรู เหมือนกับรอยฉลุที่ธรรมชาติได้สร้างเอาไว้ให้เป็นความสวยงามเฉพาะตัว

พลูฉลุ
พลูฉลุ Monstera obliqua

พลูฉลุเป็นไม้เลื้อยที่ปลูกได้ง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินทุกชนิดหรือแม้จะนำไปปลูกในน้ำก็สามารถทำได้ แต่ก็จะชอบแสงแดดรำไร ชอบดินที่มีความชื้น ทนทานต่อสภาพอากาศในบ้านเรา จัดว่าเป็นไม้ฟอกอากาศที่คนนิยมมากอีกชนิดหนึ่ง เพราะว่าราคาไม่สูง เลี้ยงได้ง่าย ต้องการแดดน้อย ปลูกในร่มได้ จะเลี้ยงไว้ในห้อง จะปลูกเป็นต้นไม้ในคอนโด ก็สามารถเลี้ยงเป็นฟอร์มที่สวยงามได้ ถึงแม้จะไม่ต้องมีเวลาดูแลมากก็ตาม

ประโยชน์ของพลูฉลุ

-เป็นไม้ประดับที่สามารถนำมาวางตกแต่งในห้อง ในบ้านเพื่อเพิ่มความสวยงามได้ พลูฉลุนั้นสามารถปลูกได้หลายแบบ เช่นปลูกในกระถางตั้งพื้น กระถางแขวน หรือจะปลูกแบบไร้ดิน คือการปลูกในน้ำหรือในดินวิทยาศาสตร์ ใส่ในแจกัน ในขวดโหล ขวดแก้ว เลือกแบบและขนาดให้เหมาะสมกับมุมที่วางได้ นอกจากจะเพิ่มความสวยงามแล้วก็จะทำให้สดชื่น สบายตา เพิ่มความน่าอยู่ให้ที่อยู่อาศัยได้

-เป็นต้นไม้ที่ช่วยฟอกอากาศ ถึงแม้ว่าใบจะเป็นรูๆแบบนี้ก็เถอะ ต้นพลูฉลุก็มีความสามารถในการช่วยลดสารอันตรายบางชนิดที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ ช่วยฟอกอากาศให้บริสุทธิ์ได้ดีไม่แพ้ต้นไม้ฟอกอากาศชนิดอื่น และใบก็ยังสามารถช่วยดูดซับฝุ่นละอองขนาดเล็กที่อยู่ในอากาศ ซึ่งก็จะช่วยลดฝุ่นเล็กๆที่จะเป็นอันตรายต่อระบบหายใจของเราได้

เทคนิคการปลูกพลูฉลุให้สวยงาม

-การปลูกในกระถาง ต้นพลูฉลุนั้นจะเป็นต้นไม้ที่ชอบความชื้น ควรเลือกวัสดุปลูกที่สามารถอุ้มน้ำได้ดี เก็บความชื้นได้ดีเช่นขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวสับ ผสมในอัตราที่มากกว่าดินร่วน โดยการนำขุยมะพร้าว กาบมะพร้าวมาแช่น้ำไว้ประมาณ1-2คืน เพื่อลดสารเทนนิน ซึ่งถ้าสารนี้มีปริมาณมากก็จะทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตของต้น แต่ถึงแม้พลูฉลุจะชอบความชื้น แต่ก็ไม่ควรมีน้ำขังแฉะ ดังนั้นควรรองก้นกระถางด้วยหินเพื่อให้ระบายน้ำได้ดี และถ้าต้องการทำหลักให้ต้นเลื้อยขึ้นพันหลัก ควรเลือกกระถางที่ทรงลึกเพราะจะสามารถปักเสาลงในกระถางได้มั่นคงแข็งแรง

-การเลี้ยงในน้ำ ควรเลือกกิ่งพันธุ์ที่มีรากติดอยู่ตามข้อเล็กน้อย เพื่อให้ต้นเจริญเติบโตได้รวดเร็ว และการใส่น้ำในภาชนะปลูกควรใส่ให้พอเหมาะคือใส่น้ำให้สูงกว่าข้อที่มีรากงอกออกมาเล็กน้อย ควรเปลี่ยนน้ำทุก10-15วันเพื่อไม่ให้น้ำเน่าเสีย แต่การปลูกในน้ำนั้นพืชจะไม่ค่อยได้รับสารอาหาร จะสังเกตได้ว่าเมื่อเลี้ยงไปนานๆใบจะไม่ค่อยโต แคระแกร็นและใบเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ควรจะเพิ่มธาตุอาหารให้โดยใช้ปุ๋ยละลายน้ำหรือปุ๋ยฉีดพ่นทางใบ

การขยายพันธุ์พลูฉลุ

วิธีการที่ทำได้ง่ายและขยายพันธุ์ได้เป็นจำนวนมากคือการปักชำ ซึ่งสามารถทำได้โดยตัดกิ่งพลูฉลุให้มีใบติดมาความยาวประมาณ3-4ข้อ โดยตัดกิ่งเฉียงประมาณ45องศา จากนั้นนำไปปักชำในถุงดำใช้วัสดุปลูกเป็นดิน แกลบเผา ขุนมะพร้าวผสมกัน รดน้ำให้ชุ่ม หรืออีกวิธีหนึ่งคือการนำกิ่งพันธุ์ขนาดเดียวกันกับที่ปักชำลงในถุงดำ นำกิ่งไปชำในน้ำ ใส่น้ำในขวด ให้ท่วมข้อของกิ่งพันธุ์ ทิ้งไว้จนกว่ารากจะงอก จากนั้นจึงนำลงไปปลูกในกระถาง

บทส่งท้าย

ต้นพลูฉลุเหมาะที่จะปลูกเลี้ยงประดับไว้ในบ้าน เป็นต้นไม้ที่ให้ความสวยงาม เจริญเติบโตได้เร็ว การดูแลรักษาง่าย มีโรคและแมลงน้อย เป็นต้นไม้ที่ต้องการแสงแดดไม่มาก ต้องการแดดรำไร สามารถเป็นต้นไม้ปลูกในห้องนอน ปลูกในห้องน้ำ ปลูกริมระเบียง ปลูกในคอนโดได้ หากใครอยากจะเพิ่มความสดชื่น เพิ่มความสวยงามในบ้าน ต้องลองหามาปลูกดู แล้วจะมีความสุขกับต้นพลูสวยๆชนิดนี้

พลูด่าง แต่งบ้านให้สวยด้วยไม้ประดับที่เลี้ยงง่าย ปลูกในน้ำได้ ปลูกในดินก็งาม

ไม้ประดับที่คุ้นหน้าคุ้นตากันชนิดหนึ่ง ที่คนชอบปลูกต้นไม้มักจะมีไว้ในบ้าน นั่นก็คือพลูด่าง เป็นต้นไม้ที่มีสีใบสวย ดูแลง่าย ปลูกได้หลายแบบ เพิ่มความร่มรื่นสบายตาให้กับบริเวณที่ปลูกและยังมีความเชื่อว่าเป็นต้นไม้มงคลอีกด้วย โดยมีความเชื่อว่าเมื่อปลูกไว้ในบ้านจะช่วยให้คนในครอบครัวอยู่เย็นเป็นสุข เป็นไม้มงคลประจำวันเกิดคนที่เกิดวันพุธ เชื่อว่าเมื่อปลูกแล้วจะทำให้มีความเจริญก้าวหน้าในชีวิต เหมือนกับต้นพลูด่างที่เป็นต้นไม้ที่เจริญเติบโตง่ายและรวดเร็ว

นอกจากนี้ก็ยังเป็นที่นิยมปลูกเพื่อเป็นต้นไม้ฟอกอากาศ ซึ่งผิวของใบพลูด่างก็จะมีความสามารถดูดซับและจับฝุ่นละอองในอากาศได้และยังช่วยลดปริมาณสารพิษบางชนิดที่ปนเปื้อนอยู่ในอากาศ จึงเรียกได้ว่าเป็นเครื่องฟอกอากาศธรรมชาติราคาถูก ที่ควรมีไว้ประดับในบ้านไว้สักต้น นอกจากจะเพิ่มความสวยงามแล้วก็ยังมีประโยชน์ในเรื่องของสุขภาพอีกด้วย

พลูด่าง
พลูด่าง Golden pothos

วิธีปลูกพลูด่าง

พลูด่างนิยมขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำ ซึ่งอาจจะปักชำลงในดินหรือนำกิ่งไปแช่ในน้ำ เป็นวิธีที่สามารถขยายพันธุ์ได้ง่ายและเพิ่มปริมาณได้รวดเร็ว แต่พลูด่างก็เป็นพืชที่สามารถเพาะเมล็ดได้ แต่เนื่องจากว่าต้องใช้ระยะเวลากว่าจะออกดอกนานออกดอกนานและดอกนั้นร่วงง่าย จึงไม่เป็นที่นิยมเหมือนกับการปักชำ

เป็นพืชที่สามารถขึ้นได้ดีกับดินเกือบทุกชนิด วัสดุที่เตรียมสำหรับปลูกลงกระถางจึงเป็นวัสดุที่หาได้ง่ายๆ อย่างเช่นดินร่วน ขุยมะพร้าว ปุ๋ยคอก การปลูกพลูด่างนั้นยังมีการปลูกได้อีกหลายรูปแบบ ซึ่งที่นิยมจะมีการปลูกดังนี้

-ปลูกในกระถาง ซึ่งสามารถปลูกได้ทั้งกระถางตั้งพื้น กระถางแขวนลอย กระถางติดผนัง พลูด่างเป็นไม้เลื้อยที่ใบสวยงาม เมื่อเจริญเติบโตในระดับหนึ่ง ยอดก็จะทอดลงมา เพิ่มความสวยงามยิ่งขึ้นไปอีก หรือการปลูกในกระถางตั้งพื้นก็อาจจะทำหลักให้กิ่งของพลูด่างไต่ขึ้นไป ก็เป็นมุมที่สวยไปอีกแบบ

วัสดุปลูกที่ใช้ปลูกลงกระถางนั้น พลูด่างเป็นต้นไม้ที่ชอบความชุ่มชื้นปานกลางไปจนถึงมาก อาจจะต้องใช้วัสดุปลูกที่สามารถเก็บความชุ่มชื้นได้ดีเป็นหลักเช่นขุยมะพร้าว นำมาผสมกับดินและปุ๋ยคอก เพื่อให้มีแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นในการเจริญเติบโต ถ้าวัสดุสามารถเก็บความชื้นได้ดี ก็อาจจะไม่จำเป็นที่ต้องรดน้ำทุกวัน และถึงแม้ว่าพลูด่างนั้นเป็นต้นไม้ที่วางกระถางโดนแดดได้ แต่ก็ควรเป็นแดดครึ่งวันเช้าหรือแดดรำไร ไม่ควรให้โดนแดดจัดมาก จะทำให้ใบไหม้ได้

-ปลูกแบบไร้ดิน จะเป็นการนำต้นพลูด่างไปปลูกในน้ำ ซึ่งจะนิยมปลูกในขวดแก้ว แจกัน ขวดโหลสวยๆ ตั้งประดับได้ในมุมต่างๆของบ้านหรืออาจจะวางประดับไว้ในห้องน้ำเพิ่มความสบายตาและช่วยฟอกอากาศ เพราะพลูด่างเป็นต้นไม้ที่ชอบความชุ่มชื้นและอยู่ในที่ที่มีแสงแดดน้อยได้

การปลูกในขวดแก้วหรือแจกัน อาจจะมีข้อดีคือไม่ต้องรดน้ำทุกวัน แต่น้ำที่ใช้ปลูกนั้น ควรเป็นน้ำที่สะอาด ถ้าใช้น้ำประปาควรเปิดน้ำใส่กะละมังหรือถังน้ำเพื่อพักน้ำไว้อย่างน้อย1คืน ก่อนที่จะนำมาใช้ปลูกเพื่อเป็นการลดคลอรีนในน้ำประปา และควรเปลี่ยนน้ำที่ใช้ปลูกประมาณ10-15วันครั้ง เพื่อไม่ให้เกิดน้ำเน่าเสีย ซึ่งอาจจะทำให้ต้นพลูด่างชงักการเจริญเติบโตหรืออาจจะตายได้

การปลูกแบบในน้ำจะไม่มีแร่ธาตุอาหารที่จำเป็นสำหรับต้นไม้เพียงพอ ควรให้ปุ๋ยประเภทฉีดพ่นทางใบหรือปุ๋ยละลายน้ำ ใส่ลงในน้ำที่ปลูกแต่การใช้ปุ๋ยที่ใส่ลงไปในน้ำควรต้องระวังในเรื่องการใช้ปริมาณที่เหมาะสมและปุ๋ยนั้นอาจจะเป็นตัวเพิ่มความเป็นกรดของน้ำได้

-ปลูกลงดิน เป็นการปลูกที่เหมาะสมตามธรรมชาติของต้นพลูด่าง ควรทำหลักหรือปลูกใกล้กับต้นไม้ใหญ่เพื่อให้ต้นพลูด่างเลื้อยขึ้นไปได้ การปลูกลงดินอาจจะต้องเลือกมุมปลูกที่เหมาะสมเพราะต้นพลูด่างไม่ชอบแดดจัด ดังนั้นควรเลือกใต้ร่มเงาไม้ใหญ่หรือใช้ตาข่ายพรางแสงเพื่อลดปริมาณของแสงแดดที่ส่องถึงต้นลง

การปลูกแบบนี้จะเป็นการประหยัดเวลาดูแลต้นไม้ได้ เพราะในดินนั้นจะมีความชุ่มชื้นและสารอาหารสำหรับพืช แต่ถึงแม้ว่าพลูด่างจะไม่ใช่พืชที่ต้องการปุ๋ยมากนัก แต่ก็ควรใส่ปุ๋ยเพื่อเพิ่มแร่ธาตุในดินบ้าง โดยเฉพาะปุ๋ยคอกหรือปุ๋ยหมัก เพราะนอกจากต้นไม้จะได้รับธาตุอาหารชั้นดีแล้ว ปุ๋ยเหล่านี้ก็จะช่วยปรับปรุงดินให้โปร่งและร่วนซุย ทำให้ต้นเจริญเติบโตงอกงามได้อย่างเต็มที่ แต่ในกรณีที่ไม่สะดวกในการใช้ปุ๋ยหมัก ปุ๋ยคอก อาจจะใช้เป็นปุ๋ยเคมี 15-15-15 หรือ16-8-8 ในอัตราส่วนที่เหมาะสม ให้เดือนละ1ครั้ง

ปลูกพลูด่างให้โตไว

โดยปกติแล้วการเจริญเติบโตของพลูด่างตามธรรมชาติ ถือว่าเป็นพืชทีเจริญเติบโตได้รวดเร็วถ้าเทียบกับไม้ประดับส่วนใหญ่ ยิ่งเมือปลูกลงดิน มีสภาพแสง ความชื้นพอเหมาะ ถ้ามีต้นไม้ใหญ่ๆให้อิงอาศัยแล้วละก็ เลี้ยงไว้ไม่นาน พลูด่างก็จะเลื้อยแตกกิ่งก้านสาขาไปได้เรื่อยๆ

แต่เมื่อนำพลูด่างมาปลูกในกระถาง โดยเฉพาะการเลี้ยงแบบไม่ใช้ดิน เลี้ยงพลูด่างในน้ำ ส่วนใหญ่ปัญหาที่พบก็คือต้นมักจะโตในแนวยาวอย่างเดียว คือยอดจะเพิ่มความยาวไปเรื่อยๆ แต่ไมแตกกิ่งออกด้านข้าง ซึ่งถ้าใครอยากจะเลี้ยงแบบให้ยอดย้อยตกกระถางสวยๆ เป็นพุ่มใหญ่ๆเต็มกระถาง หรือแม้แต่การทำหลักให้ไต่ ก็จำเป็นจะต้องปลูกใส่หลายๆต้นเพื่อให้ทรงต้นดูหนา ดูมียอดเยอะๆ

มีวิธีการง่ายๆ ในการทำให้พลูด่างแตกกิ่งตามข้อให้มากขึ้น ปกติแล้วตามข้อของลำต้น จะแตกกิ่งแตกรากออกเมื่อได้รับความชื้น สังเกตได้จากเวลาเลี้ยงพลูด่างในดินแบบปล่อยตามธรรมชาติ เมื่อส่วนไหนได้รับความชื้นในดินหรือในบริเวณที่เลื้อยขึ้นไป เมื่อมีความชื้นที่เหมาะสมก็จะแตกยอดใหม่ออกมา แต่การนำมาเลี้ยงในกระถางหรือในขวดนั้น ความชื้นที่ได้รับมักจะอยู่ในดินหรือในน้ำที่แช่ ส่วนลำต้นก็จะอยู่ในอากาศได้รับความชื้นบ้างก็เฉพาะเวลาที่รดน้ำจึงมีการแตกยอดตามข้อลำต้นได้น้อย ดังนั้นก็จึงต้องมีการเพิ่มความชื้น โดยการฉีดละอองน้ำให้โดนบริเวณลำต้นที่อยู่เหนือพื้นดินในกระถางด้วย อาจจะใช้น้ำใส่ฟร็อกกี้พ่นวันละ1-2ครั้งเป็นประจำ จะทำให้พลูด่างเติบโตได้เร็วและแตกกิ่งก้านได้เพิ่มมากขึ้น

ปัญหาที่พบสำหรับพลูด่าง

พลูด่างเป็นพืชที่ปลูกง่ายและทนทานต่อโรคและแมลงได้ดีในระดับหนึ่ง ถ้าปลูกในสภาพแวดล้อมที่เหมาะสม แต่เมื่อเรานำมาปลูกเป็นไม้ประดับ สถานที่ปลูกและการดูแลรักษา อาจจะเป็นปัจจัยที่ทำให้เกิดโรคหรือปัญหาอื่นๆได้ ซึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยๆก็จะมีดังนี้

-ใบมีสีเหลือง ใบเล็ก ไม่เจริญเติบโต ส่วนใหญ่จะเกิดกับต้นที่เลี้ยงในน้ำหรือใส่กระถางเล็กๆวางไว้ในมุมต่างๆที่อับ ซึ่งน่าจะเกิดจากการขาดแสงแดด ถึงแม้ว่าพลูด่างนั้นจะปลูกในที่มีแสงน้อยได้ แต่ก็ควรได้รับแสงแดดอ่อนๆบ้าง เพราะแสงยังจำเป็นต่อพืชในการสังเคราะห์อาหาร ควรนำต้นไม้มาวางในที่แดดส่องถึงครึ่งวัน แต่แดดไม่จัดมาก ประมาณอาทิตย์ละ2-3วัน อีกกรณีหนึ่งที่ทำให้เกิดใบเหลืองได้ก็คือการขาดแร่ธาตุอาหาร ซึ่งก็ควรให้ปุ๋ยเกล็ด เป็นปุ๋ยละลายน้ำพ่นทางใบอาทิตย์ละ1ครั้ง และเพิ่มปุ๋ยในวัสดุเพาะในกระถางดิน อาจจะใช้ปุ๋ยละลายช้า 13-13-13 ถ้าเลี้ยงแบบในน้ำ ก็ใช้ปุ๋ยละลายน้ำ ใส่ลงไปในน้ำที่ปลูก และต้องระวังเรื่องการเน่าเสียของน้ำ

-ใบไหม้ มีสีน้ำตาลบริเวณขอบใบหรือกลางใบ ซึ่งจะเกิดจากการโดนแดดที่จัดจนเกินไป ปกติแล้วต้นพลูด่างสามารถเลี้ยงให้โดนแดดได้ แต่ก็ควรเป็นแดดอ่อนๆ อาจจะเป็นแดดช่วงเช้าครึ่งวัน ถ้าใบเริ่มมีอาการใบไหม้ ควรรีบเปลี่ยนสถานที่ตั้งกระถางหรือหาวัสดุช่วยพรางแสงและตัดใบที่ไหม้ทิ้ง

-โรครากเน่า เริ่มจากใบจะเปลี่ยนจากสีเขียวเป็นสีเหลืองและร่วงหล่น เมื่อเป็นมากขึ้นเถาและใบก็จะเกิดอาการเหี่ยว เนื่องจากเชื้อราเข้าไปทำลายบริเวณรากและท่อน้ำท่ออาหาร ทำให้ต้นพลูด่างขาดน้ำขาดอาหาร ถ้าดูบริเวณรากบริเวณผิวดินจะเห็นรากเป็นสีน้ำตาล มีอาการเน่าชัดเจน สาเหตุจากมีความชื้นในวัสดุเลี้ยงมากเกินไป ซึ่งควรป้องกันโดยหมั่นสังเกตวัสดุปลูกว่ามีความชื้นหรือน้ำขังแฉะมากเกินไปหรือไม่ วัสดุปลูกที่ดีควรจะต้องโปร่ง ระบายน้ำได้ดี เก็บความชื้นได้ในระดับหนึ่ง ซึ่งอาจจะต้องฉีดพ่นยาป้องกันเชื้อรา แต่ถ้าเป็นมากจนถึงท่อน้ำท่ออาหารเน่า ควรรีบกำจัดทำลายต้นนั้น เพื่อป้องกันไม่ให้เชื้อราลามไปสู่ต้นอื่น

พลูด่างใบไหม้

ต้นไม้ประดับที่ปลูกในร่มรำไร หลายๆคนคงอาจจะเคยเจอปัญหาว่าแสงแดดขนาดไหน จึงจะพอดีสำหรับต้นไม้ชนิดแบบนี้ อย่างพลูด่างเองก็เช่นกัน ถือว่าเป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบแดดจัดเท่าไหร่นัก เมื่อโดนแดดจัดมักจะมีอาการของใบไหม้ ซึ่งแดดที่จะทำให้ใบไหม้ได้นั้น อาจจะไม่ใช่แดดตั้งแต่ช่วงเที่ยงวันเป็นต้นไป แต่บางฤดูกาลแดดในช่วงตั้งแต่8.00น.ก็ร้อนเพียงพอที่จะทำให้พลูด่างใบไหม้ได้ และอีกอย่างก็คือพลูด่างที่ถูกเลี้ยงไว้ในบ้าน เช่นในห้องน้ำหรือในห้องนอน ซึ่งโดยปกติแล้วจะไม่ได้โดนแสงแดดเลย เมื่อมีการเปลี่ยนสถานที่หรือนำพลูด่างไปให้รับแสงบ้าง ต้นพลูด่างอาจจะยังปรับตัวไม่ทัน ถึงแม้จะนำไปรับแดดอ่อนๆแต่เป็นระยะเวลานานติดต่อกันเป็นชั่วโมง ใบก็ไหม้ได้เช่นกัน ดังนั้นถ้าปลูกแบบไม่โดนแสงเลย เมื่อนำกระถางพลูด่างออกไปรับแดด จึงต้องเริ่มจากระยะเวลาสั้นๆแต่บ่อยๆก่อน เพื่อให้ต้นไม้ได้ปรับตัวเสียก่อน

พลูด่างรากเน่า

ถึงแม้ว่าไม้เลื้อยอย่างพลูด่างจะเป็นต้นไม้ที่ขยายพันธุ์ได้ง่าย เป็นพืชที่ชอบน้ำแต่ก็ทนแล้งได้ดีในระดับหนึ่ง บางทีอาจจะไม่ได้รดน้ำบ่อยๆ ดินในกระถางมีแห้งบ้าง แต่พลูด่างก็ยังอยู่รอดได้สบาย การที่ถูกนำมาเลี้ยงได้ในน้ำ ปักชำกิ่งไว้ในขวดโหลหรือแจกัน ดูเหมือนว่าน้ำไม่น่าจะมีปัญหาที่ทำให้ต้นตายได้ แต่โรครากเน่าในพลูด่างกลับพบได้บ่อยๆ ไม่ว่าจะปลูกในน้ำหรือในกระถางก็สามารถพบอาการแบบนี้ได้

นั่นก็เพราะว่าพลูด่างชอบน้ำก็จริง แต่ถ้าวัสดุปลูกมีความชื้นมากๆก็จะทำให้เกิดโรครากเน่าได้  หลายๆคนที่เลี้ยงจะสังเกตุได้ว่าถ้ารดน้ำบ่อยๆ จะยิ่งแตกยอด เติบโตได้ดี แต่นั่นก็ต้องเป็นวัสดุปลูกที่สามารถระบายน้ำได้ดี ไม่เก็บความชื้นไว้นาน รวมไปถึงการเลือกใช้กระถางด้วย ถ้าใช้กระถางดินเผา จะช่วยดูดซับความชื้นในวัสดุปลูกได้ดีกว่ากระถางพลาสติก ดังนั้นการเลือกวัสดุปลูกจึงเป็นสิ่งสำคัญในการลดปัญหาการเกิดรากเน่าได้

ส่วนการปลูกในน้ำหรือการปลูกแบบไร้ดินนั้น กระบวนการในการทำหน้าที่ต่างๆของรากในน้ำนั้น มีโอกาสทำให้น้ำนั้นเน่าเสียได้ เมื่อปลูกพลูด่างไว้ในน้ำนานๆ นอกจากน้ำจะเสียแล้วก็ยังทำให้เกิดรากเนาได้อีกด้วย การที่จะเลี้ยงพลูด่างในน้ำให้สวยงาม จึงจะต้องหมั่นเปลี่ยนน้ำบ่อยๆ โดยเปลี่ยนน้ำที่ใช้เลี้ยงประมาณ7-10วันครั้ง

ปลูกพลูด่างให้เลื้อย

ตามธรรมชาติของพลูด่างนั้นเป็นไม้เลื้อยอยู่แล้ว ถ้าปลูกลงดินในมีความชื้นที่เหมาะสม มีร่มเงา มีต้นไม้อื่นให้เกาะ พลูด่างก็จะเลื้อยไปเรื่อยๆ และยังมีใบที่ใหญ่กว่าต้นที่เลี้ยงไว้ในกระถางอีกด้วย

พลูด่างอาจจะเป็นต้นไม้ที่ราคาไมแพง แต่ถ้ารู้จักนำมาปลูกประดับก็ดูสวยงามได้ไม่น้อย ซึ่งจะเห็นตามร้านขายต้นไม้ถ้าเป็นกระถางเล็กๆราคาก็แค่หลักสิบบาท แต่ถ้าเป็นในต้นที่อยู่ในกระถางแขวนที่ใบยาวห้อยย้อยๆออกจากกระถางหรือที่ไต่ขึ้นหลักเป็นพุ่มสวยๆราคาก็เพิ่มขึ้นเป็นหลักร้อยทั้งนั้น

สำหรับการปลูกให้เลื้อยสวยๆนั้นก็ทำได้ไม่ยาก เพียงแค่ต้องมีหลักให้พลูด่างได้ไต่ขึ้น ซึ่งหลักที่ใช้นั้นอาจจะหาวัสดุใกล้ตัวมาประยุกต์ใช้ได้ จะต้องไม่เป็นวัสดุที่ลื่น เพื่อให้เกาะไต่ได้ง่าย โดยส่วนใหญ่แล้วจะนิยมนำกาบมะพร้าวมาพันกับไม้หรือท่อPVC ความยาวให้เหมาะสมกับขนาดของกระถาง ไม่ใหญ่หรือยาวมากจนเกินไป จะทำให้หลักนั้นล้มได้ง่าย เมื่อนำต้นพลูด่างมาลงปลูกในช่วงแรก อาจจะต้องใช้เชือกมัดต้นไว้หลวมๆกับหลัก หมั่นตัดแต่งกิ่งหรือใบที่เน่าเสียออกไป ให้น้ำให้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสม จากนั้นก็เพียงแค่รอเวลาให้ต้นเจริญเติบโต เท่านี้ก็จะได้พลูด่างที่เลื้อยสวยๆ ปลูกประดับบ้านแล้ว

พลูด่างใบใหญ่กับพลูด่างใบเล็ก

เมื่อหลายปีก่อนตอนเริ่มปลูกพลูด่างใหม่ๆ ก็เริ่มจากการซื้อต้นที่มีใบเล็กอยู่ในกระถางมาปลูกทั้งปลูกในกระถางตั้งพื้นแล้วทำหลักให้ไต่ขึ้นกับปลูกไว้ในกระถางแขวน แต่เมื่อไปบ้านคนอื่นที่เขาปลูกไว้ตามหน้าบ้านแล้วต้นพลูด่างไต่ขึ้นต้นไม้ ใบพวกนี้จะใหญ่มากๆ บางครั้งที่เคยเห็นใบยาวได้เกือบ2ฟุต ก็อดใจไม่ได้ที่จะลองนำพลูด่างใบใหญ่ๆแบบนี้ไปลองปลูกดู

การชำพลูด่างใบใหญ่นั้นจะใช้เวลานานกว่าเราชำพวกใบเล็ก การจะชำให้ติดง่ายนั้นต้องใช้ส่วนที่เป็นยอด นำมาตัดใบออกให้เหลือแต่ส่วนยอด แล้วนำมาปักชำในน้ำหรือในวัสดุปักชำก็ได้ ข้อดีของการใช้กิ่งใหญๆมาปักชำก็คือการเน่าเสียค่อนข้างยาก แต่มีข้อเสียก็คือการติดรากจะช้ากว่าใบเล็กสักนิดหน่อย

หลายๆคนยังเข้าใจผิดว่าพลูด่างใบเล็กกับพลูด่างใบใหญ่นั้นเป็นคนละสายพันธุ์กัน แต่ความจริงคือเป็นพลูด่างสายพันธุ์เดียวกัน การที่จะปลูกให้ได้ใบใหญ่ๆนั้นอยู่ที่วิธีการปลูก นั่นก็คือการปลูกลงดินมีความชื้นพอเพียงและมีร่มเงา มีต้นไม้ใหญ่ให้อิงอาศัย เมื่อพลูด่างสามารถเจริญเติบโตและไต่ไปตามต้นไม้ได้ ใบก็จะเริ่มใหญ่ขึ้น ตามอายุของต้น

ดังนั้นการจะปลูกให้ได้ใบใหญ่ การให้น้ำและปุ๋ยอย่างเดียวจึงยังไม่เพียงพอ จึงอยู่ที่การนำมาปลูกด้วย ถ้าสภาพพื้นที่จำกัดหรือไม่มีต้นไม้ใหญ่ก็ควรทำหลักให้พลูด่าง นอกจากนี้ก็ควรจะมีร่มเงาเพื่อไม่ให้ต้นและใบโดนแสงแดดได้โดยตรง

ประโยชน์ของพลูด่าง

-ต้นพลูด่างเป็นต้นไม้ที่เลี้ยงได้ง่าย ปลูกได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะลงดินหรือในน้ำ ก็สามารถจัดแต่งให้สวยได้ง่าย เหมาะกับปลูกเป็นงานอดิเรก ช่วยผ่อนคลายความเครียด ยามเห็นต้นไม้ที่ปลูกไว้เจริญเติบโต และเป็นต้นไม้ที่เหมาะเป็นอย่างมากสำหรับคนที่เพิ่งหัดปลูกต้นไม้ ซึ่งถ้าได้เรียนรู้ในการปลูกต้นพลูด่างที่ปลูกง่ายโตเร็วเสียก่อน ค่อยขยับไปปลูกต้นไม้ตามกระแสที่เลี้ยงยากขึ้นไปกว่านี้อีก อย่างเช่นมอนสเตอร่า ไทรใบสัก ยางอินเดีย

-เป็นต้นไม้ช่วยฟอกอากาศ ในเรื่องของต้นไม้ฟอกอากาศนั้นอาจจะมีการอ้างอิงข้อมูลของนาซ่าหรือองค์กรอื่นที่ทำวิจัยมาบ้าง ซึ่งถ้าเราปลูกต้นไม้เองจริงๆก็ไม่ทราบแน่ชัดว่าจะลดสารพิษและฟอกอากาศได้มากแค่ไหน แต่ที่แน่ๆคือถ้าเราปลูกต้นไม้ไว้มากๆ จะรู้สึกได้เลยว่าอากาศสดชื่น เย็นสบาย มีความร่มรื่น เท่านี้ก็สามารถตอบโจทย์ความต้องการของเราได้แล้ว

-เป็นต้นไม้มงคล ถ้าใครสนใจในเรื่องของความเชื่อเกี่ยวกับการปลูกต้นไม้เสริมสิริมงคล ไม่ต้องหาต้นไม้อื่นไกล ต้นไม้ที่หาง่ายอย่างพลูด่าง เป็นต้นไม้ที่ปลูกแล้วจะช่วยคุ้มครองให้คนในบ้านและบ้านเรือนอยู่เย็นเป็นสุข คนสมัยก่อนจึงนิยมปลูกพลูด่างแขวนไว้ตามชานเรือนหรือปลูกไว้ใต้ต้นไม้ใหญ่ภายในบริเวณบ้าน

การปลูกต้นไม้ทุกชนิดนั้นนอกจากเป็นส่วนหนึ่งที่ช่วยลดโลกร้อนแล้ว การที่ได้มีต้นไม้อยู่ในบริเวณบ้านเพื่อเพิ่มความสวยงาม ก็ยังช่วยให้จิตใจแจ่มใส ปลอดโปร่ง มีสมาธิ ฝึกความอดทน ได้เรียนรู้ธรรมชาติ ต้นไม้แต่ละชนิดที่ปลูกกว่าจะเลี้ยงจนโตและสวยงามได้ ใช้เวลาหลายเดือนจนถึงหลายปี ต้องดูแลเอาใจใส่และมีความเข้าใจในต้นไม้แต่ละชนิด ประโยชน์จากการปลูกต้นไม้ที่ได้รับนั้นคือความสุขที่อยู่รอบตัวเรานี่เอง

พลูชนิดอื่นที่น่าสนใจ

-พลูฉลุ เป็นพลูที่มีใบเป็นรูสวยงามแปลกตา ใบมีสีเขียวเข้ม ชอบความชื้น โตเร็ว จะปลูกในกระถางแบบเป็นกอหรือทำหลักให้ไต่วางประดับในบ้านก็ดูเก๋ไม่เบา และพลูชนิดนี้ก็ยังสามารถนำมาปลูกในน้ำได้ หาแจกันหรือแก้วทรงสูง นำยอดสวยๆมาปักไว้ต้นก็สามารถเจริญเติบโตได้ดี พลูฉลุราคาไม่แพง ถ้าเลี้ยงดีๆใบก็ใหญ่ได้ วางอวดกับฟิโลเดรดรอนหรือมอนสเตอร่าราคาแพงๆได้สบาย

-พลูราชินีหินอ่อน เป็นพลูที่เหมาะกับคนที่ไม่ชอบรดน้ำต้นไม้บ่อยๆ มีใบลายเหมือนหินอ่อน ลายสวย ข้อใบสั้น อาจจะเจริญเติบโตได้ช้ากว่าพลูด่าง ถ้าเลี้ยงให้ใบเลื้อยยาวๆหรือใส่กระถางแขวนให้ใบตกย้อยลงมา ก็สวยเด่นกว่าพลูชนิดอื่นๆได้ พลูหินอ่อนจะเลี้ยงยากกว่าพลูชนิดอื่นตรงที่ไม่ชอบความชื้นมาก ไม่ชอบอากาศร้อนอบอ้าว จะทำให้รากเน่าได้ง่าย ถ้าปลูกในร่มรำไร มีอากาศถายเทดีๆ ต้นก็จะเติบโตสวยงาม

-พลูบราซิลหรือพลูเรือนแก้ว ที่พบปลูกในบ้านเราจะมีอยู่3สี คือใบสีเขียว ใบสีเหลือง ใบด่าง ซึ่งจากที่เคยปลูกมาต้นที่มีใบสีเขียวกับใบสีเหลือง เมื่อโตขึ้นใบก็จะเป็นสีเดิมไม่เปลี่ยน แต่ต้นที่เป็นใบด่าง เมื่อเลี้ยงไปสีใบที่เจริญเติบโตขึ้นมาใหม่อาจจะเปลี่ยนเป็นสีเขียวหรือสีเหลืองทั้งหมด แต่ใบด่างก็ไม่ได้เปลี่ยนสีใบแบบนี้ทุกต้น เป็นเฉพาะบางต้นเท่านั้นและก็เป็นส่วนน้อย จุดเด่นของพลูบราซิลนั้น ความสวยอยู่ที่รูปทรงของใบ ซึ่งมีลักษณะคล้ายรูปหัวใจ ขยายพันธุ์ได้ง่าย โตเร็ว ไม่ชอบแดดจัด ไม่ชอบน้ำขังแฉะ ถ้าเบื่อการปลูกพลูชนิดเดิมๆ ลองปลูกพลูใบหัวใจดู แล้วจะชอบ

-พลูทองหรือพลูราชินีสีทอง เป็นพลูที่มีสีสว่างสดใสสีเขียวอ่อนปนเหลือง ถ้าเลี้ยงปนกับพลูชนิดอื่นๆจะเห็นใบของพลูทองเด่นชัดกว่าสีใบของพลูอื่นแม้ใกล้เวลาพลบค่ำ เป็นไม้เลื้อยที่ชอบแดดรำไร โตเร็วพอๆกับพลูด่าง เลื้อยเก่ง ถ้าปลูกลงดิน มีไม้ใหญ่ให้อาศัย ก็เลื้อยได้สูงและมีใบใหญ่ๆไม่แพ้พลูด่างเลย ถ้าเคยปลูกแต่ต้นไม้ทีมีแต่สีเขียวเข้มๆ ลองปลูกพลูสีทองใบเขียวอ่อนดูบ้างก็เพิ่มความสวยงามในบ้านไปอีกแบบ

-พลูงาช้าง ใบของพลูชนิดนี้มีสีเขียวสลับขาว ลวดลายที่ใบสวยงาม ข้อจะสั้นและมีใบขนาดเล็กกว่าพลูชนิดอื่น การแตกยอดแตกกิ่งก้านช้า ไม่ต้องการแสงแดดมาก สามารถเลี้ยงได้ในน้ำ โดนตัดยอดที่มีใบประมาณ5-6ใบไปปักชำในขวดโหลหรือแจกัน ว่ากันว่าพลูงาช้างนั้นเป็นต้นไม้มงคล มีความหมายคล้ายกับงาช้าง คือช่วยเสริมอำนาจบารมีและขจัดภัยอันตราย นอกจากนี้ก็ยังเป็นต้นไม้ที่ช่วยฟอกอาการและดูดซับสารพิษได้ดี พลูที่เป็นมงคลและมีประโยชน์ต่อสุขภาพแบบนี่ คงต้องหามาปลูกประดับในบ้านดูสักหน่อย

-พลูเงินหรือพลูใบเงิน เป็นอีกพลูหนึ่งชนิดที่เลี้ยงง่าย เป็นไม้เลื้อย ใบรูปทรงรีปลายแหลม ใบมีสีเขียวเข้ม ด้านบนของใบจะมีสีขาวปนเทา ใบอ่อนจะมีสีเขียวอ่อนเมื่อใบโตขึ้นสีบนใบจะเริ่มมีสีเงิน ถ้าเลี้ยงในบริเวณที่มีแสงเพียงพอ สีใบก็จะออกสีเงินเห็นได้ชัดเจน จึงเป็นที่มาของชื่อพลูใบเงิน เป็นชื่อที่เป็นมงคลสำหรับผู้เลี้ยง พลูเงินปลูกง่าย โตเร็ว ชอบน้ำพอประมาณ ปลูกในห้องนอน ห้องทำงานหรือห้องนั่งเล่นที่มีแสงน้อยได้ เป็นพลูที่ฟอกอากาศใบดูดซับฝุ่นละอองได้ดี

บทส่งท้าย

หากคิดจะหาต้นไม้ฟอกอากาศที่มีใบสวยๆ เลี้ยงได้ง่าย พลูด่างเป็นต้นไม้อีกชนิดหนึ่งที่น่าสนใจ สามารถนำไปปลูกได้หลากหลาย ดัดแปลงให้เข้ากับมุมต่างๆของบ้านได้ง่าย การปลูกต้นไม้ไว้ดูแลยามว่าง ช่วยลดความเครียดจากการทำงาน สร้างความสดชื่นให้กับผู้ปลูกได้ ลองปลูกพลูด่างดูสักต้น แล้วคุณจะหลงรักไม่ใบสีเขียวแกมเหลืองนี้

พลูลงยา ไม้ประดับใบสวยๆ เพิ่มความสดชื่นให้มุมของบ้าน

ไม้ประดับในวงศ์ของพริกไทยที่มีความสวยงามและน่าสนใจอีกชนิดก็คือ พลูลงยา (Piper ornatum)หรือเรียกอีกชื่อว่าพลูนาก, พลูเงิน เนื่องจากลายของใบพลูชนิดนี้จะมีสีสันเหมือนกับสีที่ลงยาพระเครื่องหรือเครื่องประดับ ใต้ใบมีสีแดง จึงถูกเรียกว่าพลูลงยา และยังมีพลูอีกชนิดหนึ่งชื่อว่า Piper argyrites พบได้ทางป่าของบางจังหวัดในภาคใต้ ซึ่งก็ถูกเรียกเป็นชื่อภาษาไทยว่าพลูลงยา หรือพลูเงิน พลูลายเงิน เช่นกัน ซึ่งทั้ง Piper ornatumและ Piper argyrites ก็มีลักษณะด้านบนของใบรูปหัวใจคล้ายกัน แต่จะสังเกตุได้ชัดเจนตรงสีบนลายของใบ

พลูลงยาเป็นไม้เลื้อยขนาดเล็ก ที่เลี้ยงง่าย ชอบดินร่วน แสงแดดรำไร ไม่ชอบน้ำขัง ขยายพันธุ์โดยวิธีปักชำ นิยมนำมาเลี้ยงเป็นไม้ประดับในกระถาง เพราะมีสีสันและลวดลายสวยงามแปลกตากว่าพลูชนิดอื่นๆ

คนนิยมปลูกพลูชนิดต่างๆกันมาก ไม่ว่าจะปลูกเป็นไม้ในกระถาง ปลูกลงดิน ปลูกในแจกันหรือปลูกเป็นกระถางแขวน เพราะนอกจากจะมีความสวยงามแล้ว ก็ยังเป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย เข้ากับสภาพอากาศบ้านเราได้เป็นอย่างดีและมีประโยชน์ในการเป็นต้นไม้ช่วยฟอกอากาศ ช่วยดูดซับฝุ่นละออง ช่วยเพิ่มอากาศบริสุทธิ์ได้อีกด้วย

6สายพันธุ์พลูน่าปลูก

1.พลูด่าง พลูที่ชื่อคุ้นหูสำหรับทุกคนเมื่อพูดถึงต้นพลู เป็นพลูที่หาได้ง่าย ปลูกง่าย เจริญเติบโตเร็ว สามารถปลูกได้ทั้งในดินและในน้ำ พลูด่างเป็นไม้เลื้อยที่มีใบสีสวยงาม มีใบสีเขียวปนเหลือง

2.พลูฉลุ เป็นพลูที่มีความโดดเด่นที่ใบรูปรีปลายแหลม ใบเป็นรูคล้ายกับถูกฉลุ เป็นเอกลักษณ์ที่แตกต่างจากสายพันธุ์อื่น เป็นต้นพลูที่ชอบแดดรำไร ชอบความชื้น เลี้ยงง่าย เจริญเติบโตได้ดีในดินเกือบทุกชนิด

3.พลูลงยา เป็นพลูอีกชนิดที่มีลวดลายบนใบสวยงาม มีสายพันธุ์ย่อยๆอีกหลายสีหลายลาย เป็นพลูที่ชอบแดดรำไร เลี้ยงได้ง่าย ทนต่อสภาพอากาศของบ้านเรา

4.พลูราชินีสีทอง เป็นพลูไม้เลื้อยที่มีใบสีเหลืองทองสวย เป็นอีกพลูยอดนิยมที่นำมาเลี้ยงในกระถางหรือในแจกันก็ได้ ต้องการแสงน้อย ใบใหญ่ ช่วยฟอกอากาศได้ดี

5.พลูซิลเวอร์หรือเรียกอีกชื่อว่าพลูหัวใจแนบ ถึงแม้ว่าเป็นพลูที่อาจจะหายากสักหน่อย แต่ก็เลี้ยงได้ง่าย เป็นพลูที่เป็นไม้เกาะ การเลี้ยงในกระถางมักจะนำแผ่นไม้ให้ต้นเกาะขึ้นไป ดูสวยเก๋ไปอีกแบบ

6.พลูงาช้าง มีใบรูปหัวใจสีเขียวสลับกับสีขาวครีมคล้ายกับสีของงาช้างสวยงาม เป็นต้นพลูที่เป็นต้นไม้มงคล เชื่อกันว่าบ้านใครปลูกพลูชนิดนี้แล้ว จะมีแต่ความร่มเย็นเป็นสุข เป็นต้นไม้ที่ไม่ชอบแดดจัด ปลูกได้ทั้งในดินและในน้ำ

เปปเปอร์โรเมียลายแตงโม ต้นไม้เลี้ยงง่าย ใบลายสวย

ต้นไม้ลายแปลกตาชนิดนี้ เป็นพืชไม้เลื้อยที่แตกกอได้ง่าย สามารถนำมาปลูกเป็นพืชคลุมดินได้ แต่การที่มีใบสวยๆแบบนี้ จึงนิยมนำมาเลี้ยงเป็นไม้ประดับในกระถางเสียมากกว่า ต้นเปปเปอร์โรเมียลายแตงโม มีใบลายที่สวยงามคล้ายกับลายของลูกแตงโม เมื่อเลี้ยงให้ใบใหญ่ก็จะยิ่งเห็นลายที่ใบชัดเจน ใบมันเงางาม เลี้ยงในสภาพอากาศในบ้านเราได้สบาย เพราะสายพันธุ์นี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ในทวีปอเมริกาใต้ แต่ถึงแม้ว่าจะเจริญเติบโตได้ดีในอากาศที่ร้อน แต่เปปเปอร์โรเมียใบลายแตงโมนี้ ก็ไม่ชอบแดดจัดสักเท่าไหร่ นำมาปลูกในกระถางเลี้ยงในที่แดดรำไรจะเหมาะกว่า คนที่ชอบนำไปประดับในห้องหรือในบ้าน เพิ่มความเก๋ ความสวยงามให้มุมในบ้านน่าอยู่ ควรจะมีต้นนี้ไว้

ต้นเปปเปอร์โรเมียลายแตงโม
เปเปอร์โรเมียใบลายแตงโม

ลักษณะของเปปเปอร์โรเมียลายแตงโม

มีชื่อสามัญว่า Watermelon peperomia ซึ่งก็เรียกตามลักษณะสีสันของใบที่คล้ายกับแตงโม เป็นไม้เลื้อย ที่แตกกอเป็นพุ่มสูงประมาณ20-300ซม. มีก้านใบสีแดงเข้ม ใบหนาสีเขียว มีลายยาวตามใบสีเขียวเข้ม ใบผิวมัน ชอบดินที่โปร่งและระบายน้ำได้ดี วัสดุปลูกในกระถางใช้เป็นดินร่วน แกลบสด กาบมะพร้าวสับ ขยายพันธุ์ได้ง่าย โดยตัดก้านใบมาแช่ในน้ำให้รากงอกหรือจะนำใบมาตัดครึ่งแล้วชำในดินก็ได้

การดูแลรักษา

เป็นต้นไม้ที่เลี้ยงง่าย ปลูกในที่แดดรำไร ในร่มที่แดดส่องถึงเล็กน้อย ไม่ชอบแดดจัด จะทำให้ใบไหม้ได้ การให้น้ำอาจจะรดเล็กน้อยวันละครั้งหรือเมื่อวัสดุปลูกในกระถางเริ่มแห้ง ไม่ควรรดบ่อยครั้งหรือจนแฉะมากไป จะทำให้ต้นเน่าได้ ดังนั้นวัสดุที่ปลูกจึงต้องเลือกส่วนผสมที่สามารถระบายน้ำได้ดี
ต้นเปปเปอร์โรเมียลายแตงโมจะแตกกอได้ดี ควรเลือกใช้กระถางให้เหมาะสมกับขนาดของต้น เพื่อให้มีการเจริญเติบโตที่ดีและได้ใบใหญ่ที่สวยงาม

เปปเปอร์โรเมียลายแตงโม

บทส่งท้าย

ต้นไม้ใบลายแตงโมนี้ มีลายที่แปลกตา แต่ก็สวยงาม การดูแลรักษาก็ไม่ได้ยุ่งยากมากนัก ถึงแม้ไม่มีเวลารดน้ำทุกวัน ต้นไม้ก็อยู่ได้สบาย เพราะเป็นไม้ที่ไม่ต้องการน้ำเยอะ หากใส่ปุ๋ยบ้าง โดนแดดอ่อนๆบางเวลา ก็จะได้ต้นไม้ที่สมบูรณ์แข็งแรง ใบแตงโมลายใหญ่สวยสดุดตา จะวางไว้มุมไหนในห้อง ในบ้าน ก็จะเพิ่มความสดชื่น สบายตาให้เราได้