ขายไม้ประดับสวยๆ สวนฟ้าใส

สวนฟ้าใส ไม้ดอก ไม้ประดับสวยๆ

ทางร้านปลูกเอง ขายเอง ส่งต้นไม้สวยๆให้ลูกค้าทุกท่านนะคะ สนใจต้นไหนสอบถามได้หรือจะติดตามร้านเราได้ทางเพจFasai Garden มีไม้ประดับสวยๆหลากหลายชนิดค่ะ

-พลูกระถางแขวนสวยๆ-

พลูอินโด กระถางแขวน 5นิ้ว 60บาท

พลูทอง กระถางแขวน5นิ้ว 50บาท

พลูบราซิล กระถางแขวน5นิ้ว 60บาท

พลูด่าง กระถางแขวน5นิ้ว 50บาท

สนใจสอบถาม-สั่งซื้อ

Line:http://line.me/ti/p/~rabbit26ss
หรือ Line: rabbit26ss
เพจ :https://www.facebook.com/fasaigarden2018
Inbox:m.me/fasaigarden2018

คล้าใบตอง เลี้ยงให้สวยใครว่ายาก

ต้นไม้ใบสวยที่เห็นแล้วก็ต้องสะดุดตาอย่างคล้าใบตอง เป็นต้องอดใจไม่ไหว ต้องลองหามาเลี้ยงดู แต่ขึ้นชื่อว่าต้นไม้ตระกูลคล้าแล้ว ต้องยอมรับว่าการจะเลี้ยงให้ได้ใบสวยๆนั้นก็ต้องมีฝีมือกันสักหน่อย คล้าแทบทุกชนิดขึ้นชื่อในเรื่องของต้นไม้ที่ต้องเอาใจใส่อย่างดี ด้วยการที่เป็นต้นไม้ที่สายพันธุ์มาจากต่างประเทศ อากาศร้อนๆในบ้านเราจึงอาจไม่ค่อยเหมาะนัก แต่ก็ไม่ใช่จะเลี้ยงไม่ได้เลย การเลี้ยงคล้าให้ได้ต้นสวยๆนั้น จึงต้องเข้าใจนิสัยของต้นไม้ชนิดนี้อย่างดีเสียก่อน

ปัญหาของการเลี้ยงคล้าใบตอง

-ใบไหม้ ลักษณะอาการคือบริเวณตามขอบใบจะเป็นสีน้ำตาล จากนั้นก็จะลามเข้ามาบริเวณกลางใบ เริ่มต้นจะเป็นแค่1-2ใบ ต่อไปก็จะเป็นทุกใบ ทำให้ใบแห้งและร่วงหล่นจนหมดทั้งต้น เมื่อมีใบใหม่ขึ้นมาก็จะเป็นอีก อาการแบบนี้ถ้าเป็นครั้งแรกๆอาจจะยังไม่ทำให้ต้นตายได้ คล้าใบตองถือว่าเป็นต้นไม้ที่ทนในระดับหนึ่ง แต่หากปล่อยไว้เรื่อยๆ ไม่มีใบให้สังเคราะห์แสง ก็จะทำให้ต้นตายได้

ปัญหาใบไหม้นั้นพบเจอได้บ่อยๆ ซึ่งจะเกิดจากหลายสาเหตุ เช่นการให้น้ำมากเกินไป มีความชื้นในกระถางมาก หรือต้นได้รับแสงแดดมากเกินไป และวางกระถางในที่อับ อากาศไม่ถ่ายเทหรือร้อนอบอ้าว

-รากเน่า โคนเน่า อาการที่พบคือบริเวณโคนตรงดินปลูกเน่ามีสีน้ำตาลดำ ถ้าดูรากก็จะพบว่ารากเน่าไปด้วย สาเหตุมาจากการรดน้ำมากเกินไปหรือกระถางมีความชื้นสูง วัสดุปลูกระบายน้ำได้ไม่ดี

คล้าใบตอง
คล้าใบตอง Calathea Orbifolia

วิธีเลี้ยงคล้าใบตอง

-วัสดุปลูก ใช้ดินร่วนผสมกับขุยมะพร้าว จะทำให้ระบายน้ำได้ดี ไม่มีความชื้นในกระถางมากเกินไป ต้นไม้ชนิดนี้ไม่ชอบน้ำขังแฉะ วัสดุปลูกที่ติดกระถางมาเมื่อซื้อต้นคล้าจากร้าน ส่วนใหญ่จะเป็นขุยมะพร้าวผสมกาบมะพร้าว ถ้าไม่เปลี่ยนวัสดุปลูกจะต้องระวังในเรื่องของความชื้น เพราะขุยมะพร้าวและกาบมะพร้าวจะเก็บความชื้นได้มาก

-แสง คล้าชอบแสงรำไรหรือแสงแดดอ่อนๆในช่วงเช้า ถ้าวางกระถางในที่แสงน้อยหรือไม่โดนแสงแดดเลย ต้นก็จะชะงักการเจริญเติบโต แสงแดดจัดที่ส่องโดนใบและลำต้นตรงๆมากจนเกินไปก็จะทำให้ใบไหม้

-อากาศ คล้าใบตองชอบความชื้น แต่เป็นความชื้นในอากาศไม่ใช่ในกระถาง อากาศเย็นๆ ชื้นๆ ลักษณะเหมือนฝนเพิ่งหยุดตกใหม่ๆ เป็นอากาศที่ทำให้ต้นเจริญเติบโตได้ดีมาก

-น้ำ การให้น้ำควรให้2วันครั้งหรือเมื่อวัสดุปลูกในกระถางเริ่มแห้ง รดแค่ดินชื้นๆ ไม่ต้องรดให้เปียกจนแฉะ

บทส่งท้าย

การเริ่มต้นเลี้ยงคล้าใบตองนั้น ในระยะแรกอาจจะดูงอแงไปหน่อย ต้องๆค่อยปรับแสง ปรับการให้น้ำ คล้าถึงแม้จะใบไหม้ง่าย แต่ก็ไม่ใช่จะตายง่าย ยังมีโอกาสให้เราสามารถลองปรับเปลี่ยนวิธีเลี้ยงดูได้อีก ถ้าเอาใจใส่สักหน่อย ก็จะเริ่มเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนี้ไม่ยาก ถ้าสามารถเลี้ยงคล้าใบตองได้ใบสวยๆจนแตกกอเต็มกระถาง ก็แสดงว่าได้พัฒนาฝีมือในการปลูกต้นไม้เพิ่มมาอีกขั้นแล้ว

ต้นซิกแซก จะเหมือนใบเลื่อยหรือก้างปลาก็ดูสวย

ต้นซิกแซก เป็นไม้อวบน้ำ รูปทรงคล้ายกับฟันเลื่อย มีชื่อเรียกภาษาอังกฤษว่า zig zag cactus หรือ fishbone cactus แคคตัสก้างปลานี้มีถิ่นกำเนิดอยู่ที่ประเทศเม็กซิโก เป็นต้นไม้ที่ปลูกง่าย เลี้ยงดูง่าย เข้ากับสภาพอากาศในบ้านเราได้ดี ซิกแซกสามารถนำมาเลี้ยงได้ในกระถางตั้งพื้นและกระถางแขวนได้สวยงาม

วิธีการเลี้ยงต้นซิกแซกนั้นเหมือนกับไม้อวบน้ำทั่วไป ชอบดินที่โปร่ง ระบายน้ำได้ดี แต่จากการที่ทดลองปลูกด้วยวัสดุปลูกกาบมะพร้าวสับผสมกับขุยมะพร้าว ก็สามารถเจริญเติบโตได้ดีเช่นกัน ซิกแซกเป็นไม้ที่ชอบแดด แต่ก็ไม่ควรรับแดดโดยตรงทั้งวัน เพราะอาจจะทำให้ผิวไหม้ได้เช่นเดียวกับแคคตัส ดังนั้นอาจจะบังแดดด้วยตาข่ายพรางแสงประมาณ50%

ต้นซิกแซกเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำมาก การรดน้ำอาจจะรด2-3วันครั้งหรือเมื่อวัสดุปลูกในกระถางแห้ง ปุ๋ยที่ใช้เป็นปุ๋ยละลายช้า ซิกแซกเป็นต้นไม้ที่ดูแลง่าย ทนร้อน ทนฝนแต่ก็ต้องระวังความชื้นในกระถางที่มากเกินไปอาจจะทำให้รากเน่าได้และไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวน ตามขอบใบจะมีรากอากาศและตาที่สามารถแตกกิ่งออกไปได้เรื่อยๆ

การขยายพันธุ์ต้นซิกแซกทำได้โดยวิธีการปักชำ เลื้อกกิ่งซิกแซกที่มีสีเขียวเข้ม ไม่อ่อนจนเกินไป ตัดให้ยาวประมาณ1คืบ นำไปแช่น้ำยาเร่งรากประมาณ3-4ชั่วโมง ใช้วัสดุเพาะเป็นพีทมอสหรือดินร่วนผสมขุยมะพร้าวก็ได้ นอกจากนี้ต้นซิกแซกยังสามารถนำไปปักชำในน้ำเพื่อให้รากงอกก่อนแล้วจึงนำลงดินปลูกก็ได้ แต่วิธีการนี้จะต้องเปลี่ยนน้ำที่ใช้ปักชำอาทิตย์ละครั้ง

พลูราชินีหินอ่อน พลูกระถางแขวน กระถางตั้งพื้นสวยๆ ร้านฟ้าใส

จากที่ฟ้าใสเคยปลูกพลูมา10กว่าชนิด โดยส่วนตัวแล้วชอบความสวยงามของพลูราชินีหินอ่อนมากที่สุดค่ะ ชอบตรงลายของใบที่มีสีคล้ายหินอ่อนแซมอยู่บนสีเขียว พลูชนิดนี้อาจจะไม่พบมากเหมือนพลูด่าง แต่ก็ไม่ใช่จะหายากจนเกินไปยังมีคนนิยมปลูกกันพอสมควร ตามร้านขายต้นไม้ก็สามารถหาซื้อได้ ซึ่งส่วนใหญ่จะขายในกระถางขนาดเล็กๆประมาณ3นิ้วค่ะ เหมาะกับที่เอาเลี้ยงให้โตแล้วเปลี่ยนใส่กระถางใหญ่ขึ้น จะเลี้ยงในกระถางแบบตั้งพื้นหรือเป็นกระถางแขวนก็สวยงามได้ไม่แพ้ต้นไม้ที่ราคาแพงๆค่ะ

พลูราชินีหินอ่อน
Epipremnum aureum “Marble Queen” พลูราชินีหินอ่อน

ด้วยความที่ฟ้าใสนั้นชอบพลูราชินีหินอ่อนมากกว่าพลูชนิดอื่นเป็นพิเศษ แต่เมื่อหลายปีก่อน ตอนที่เริ่มทำสวนของตัวเองใหม่ๆ ประสบการณ์ในการปลูกต้นไม้ยังน้อย เพราะบอกได้เลยว่าต้นไม้แต่ละชนิดนั้นถ้าต้องการปลูกให้สวยๆ ต้องรู้ว่าต้องการแสง น้ำ ความชื้น ปุ๋ยยังไง  จากที่เคยปลูกพลูด่างมาแบบง่ายๆ สบายๆ ก็เลยคิดว่าพลูราชินีหินอ่อนนั้น ก็น่าจะปลูกได้ง่ายๆเหมือนพลูด่างค่ะ แต่เมื่อได้ลองปลูกครั้งแรกแบบลองผิดลองถูก หาประสบการณ์เอาข้างหน้า โดยการนำกิ่งพันธุ์พลูหินอ่อน มาตัดเป็นข้อๆ เพื่อนำไปชำในน้ำคล้ายกับการปลูกพลูด่าง รอรากงอกแล้วจึงจะนำไปลงปลูกในกระถางต่อไป แต่ปรากฏว่ากิ่งพันธ์ที่ชำในน้ำ ภายใน3วันเริ่มเน่า จึงรีบเปลี่ยนน้ำใหม่ แต่จากนั้นวันที่4วันที่5กิ่งที่ชำไว้ก็ทยอยเน่าจนหมด จากที่นำมาปลูกร่วม100กิ่ง เน่าจนหมด เรียกได้ว่าเสียกำลังใจไปพอสมควรกับการปลูกครั้งแรก แต่เห็นแบบนี้แล้วการปลูกพลูราชินีหินอ่อนก็ไม่ได้ปลูกยากจนเกินไปนะคะ เพียงแต่เราอาจจะต้องเข้าใจสักหน่อยว่าพลูชนิดนี้นั้นไม่ค่อยชอบน้ำมากเหมือนพลูชนิดอื่น ซึ่งวิธีการปลูกและเลี้ยงให้สวยๆนั้น ฟ้าใสได้รวบรวมไว้ให้ทราบแล้วค่ะ

วิธีปลูกพลูราชินีหินอ่อน

วิธีการปลูกนั้นสามารถปลูกโดยใช้วิธีเหมือนพลูชนิดอื่น แต่ก็ตามที่เกริ่นไว้แล้วนะคะว่าพลูชนิดนี้อาจจะเน่าง่ายสักหน่อย ดังนั้นก่อนที่จะปลูกควรเลือกกิ่งพันธุ์พลูราชินีหินอ่อนที่มีขนาดใหญ่ กิ่งพันธุ์ไม่อ่อนจนเกินไป เมื่อได้กิ่งพันธุ์ที่มีขนาดพอเหมาะแล้ว จึงนำกิ่งมาตัดเป็นข้อๆ ให้มีใบติดตรงข้อ1ใบ ซึ่งจะนำไปขยายพันธุ์ได้2วิธี คือการนำไปแช่น้ำ ให้รากงอกออกมาก่อน ซึ่งจะใช้เวลาให้รากแข็งแรงสมบูรณ์ประมาณ2-3สัปดาห์ แต่วิธีนี้อาจจะต้องเปลี่ยนน้ำบ่อย เพื่อไม่ให้รากเน่า ไม่ใช้น้ำประปาที่มีคลอรีนสูง น้ำที่จะใช้แช่กิ่งพันธุ์ต้องนำมาพักไว้ก่อนสัก2-3วันค่ะ จึงจะนำพลูราชินีหินอ่อนไปแช่น้ำได้

ส่วนอีกวิธีหนึ่งคือเมื่อตัดกิ่งพันธุ์แล้ว สามารถนำลงปลูกในกระถางได้เลย โดยใช้วัสดุเพาะเป็นขุยมะพร้าวผสมกับดินร่วน วิธีนี้จะควบคุมความชื้นได้ง่ายกว่าการนำไปแช่ในน้ำ ทำให้ลดการเน่าเสียของกิ่งพันธุ์ได้ค่ะ แต่รากก็จะงอกออกมาได้ช้ากว่าค่ะ

บทส่งท้าย

พลูราชินีหินอ่อนนั้นอาจจะขยายพันธุ์ได้ยากกว่าพลูชนิดอื่นอยู่เล็กน้อย การเจริญเติบโตก็ไม่รวดเร็วนัก แต่วิธีการเลี้ยงให้สวยๆนั้นไม่ได้ยากเลยค่ะ เพียงแต่ไม่ต้องรดน้ำบ่อยๆ เพราะพลูชนิดนี้ไม่ต้องการน้ำมาก รดน้ำอาจจะ2-3วันครั้ง ให้ปุ๋ยละลายช้าออสโมโค้ด 13-13-13 ตามสูตรที่ใช้3เดือนหรือ6เดือนครั้งค่ะ พลูหินอ่อนนั้นชอบร่มรำไร เมื่อใบโดนแดดแล้วใบจะไหม้ได้ง่ายมาก และยังชอบที่อากาศถ่ายเทได้สะดวก ถ้าอยู่ในที่อับหรืออากาศอบอ้าว ใบก็จะไหม้ได้เช่นกันค่ะ การปลูกพลูราชินีหินอ่อนก็มีวิธีดูแลเพียงเท่านี้ค่ะ เห็นมั้ยคะ ไม่ได้ยากเลยในการที่จะเลี้ยงพลูชนิดนี้ให้มีใบสวยงามค่ะ

 

พลูบราซิล พลูปลูกง่าย เอาใจไม่ยาก เลี้ยงได้ทั้งดินและน้ำ

การปลูกต้นพลูประดับนั้นไม่ใช่เรื่องน่าเบื่อเพราะในบ้านเรานั้นมีพลูหลากหลายสายพันธุ์ แต่ละสายพันธุ์นั้นก็มีลักษณะที่โดดเด่นเฉพาะตัว พลูบราซิลหรือพลูเรือนแก้ว เป็นต้นพลูชนิดหนึ่งที่กำลังได้รับความนิยมมากขึ้นเรื่อยๆ พลูบราซิล Philodendron brasil เป็นพลูใบสีเขียวอ่อนๆมีแถบสีเหลืองแซมอยู่กลางใบ เลี้ยงง่ายตามแบบฉบับของต้นพลู ไม่งอแง ไม่ขี้โรค ปลูกในน้ำในดินก็เจริญเติบโตได้สบาย

ไม้ประดับในตระกูลของพลูอาจจะต้นไม้ที่มีราคาไม่สูง ด้วยความที่อาจจะเคยเห็นกันบ่อยๆจนชินตา เรียกว่าเป็นไม้ประดับหาง่ายไปบ้านไหนก็เจอ เวลาที่จะหาซื้อต้นไม้ประดับมาปลูกในบ้านก็เลยมักจะถูกมองข้ามต้นพลูทั้งหลายไป ทั้งๆที่ความจริงแล้วมีไอเดียในการปลูกประดับตกแต่ง พลูราคาไม่กี่บาทนี่หล่ะ สามารถเพิ่มความสวยงามให้กับบ้านได้เป็นอย่างดี เพราะการปลูกพลูนั้นต่างจากต้นไม้อื่นๆตรงที่นำไปปลูกได้หลายรูปแบบไม่ว่าจะปลูกลงดิน ปลูกในกระถางตั้งพื้น ปลูกในกระถางแขวนหรือจะปลูกแบบไร้ดิน ปลูกในน้ำใส่แจกันสวยๆ ปลูกในดินวิทยาศาสตร์ ซึ่งถ้ามีไอเดียดีๆ เลือกกระถางหรือแจกันสวยๆ ต้นพลูก็จะดูแพงขึ้นมาได้

วิธีเลี้ยงพลูบราซิล

พลูบราซิล อยากเลี้ยงให้สวยๆนั้นอย่างแรกเลยคือต้องอยู่ในที่ร่มรำไร ต้นไม้พวกนี้จะไม่ชอบแดดจัด เมื่อโดนแดดมากไปใบก็จะไหม้ ซึ่งถ้าเพียงเล็กน้อยก็อาจจะทำให้ขาดความสวยงาม แต่เมื่อใบไหม้มากเกินไป ก็จะทำให้ต้นไม้สร้างอาหารไม่ได้ ต้นก็จะแคระแกร็น ไม่เติบโต จนถึงอาจจะตายได้ ดังนั้นก่อนจะเลี้ยงพลูจึงต้องมีสถานที่ที่เหมาะสมเสียก่อน

พลูบราซิล
พลูบราซิลหรือพลูเรือนแก้ว

ถึงแม้พลูบราซิลจะขึ้นได้ดีในดินเกือบทุกชนิด แต่ก็ควรเลือกใช้ดินร่วนผสมกับปุ๋ยคอก จะช่วยให้รากเดินได้ดี การใช้วัสดุปลูกเป็นกาบมะพร้าวผสมขุยมะพร้าวโดยไม่ใช้ดิน มีข้อดีตรงที่จะเก็บความชื้นได้ดี แต่ก็ไม่มีธาตุอาหาร ถ้าใช้วัสดุปลูกแบบนี้จึงต้องหมั่นให้ปุ๋ยในปริมาณที่เหมาะสมอย่างสม่ำเสมอ

การเลี้ยงพลูบราซิลในน้ำ สามารถเลี้ยงได้ แต่ต้นอาจจะเจริญเติบโตได้ช้ากว่าปลูกในดิน ควรจะเปลี่ยนน้ำที่ใช้เลี้ยงอาทิตย์ละครั้งและให้ปุ๋ยเกล็ดหรือปุ๋ยละลายน้ำ เพื่อให้ต้นพลูได้รับธาตุอาหารพอเพียง

การให้น้ำนั้น พลูบราซิลชอบน้ำ รดน้ำได้ทุกวัน แต่ถ้าไม่มีเวลาที่จะรดน้ำทุกวัน ก็จะต้องใช้วัสดุปลูกที่เก็บความชื้นได้ดี ก็จะช่วยลดการให้น้ำลงได้

ปัญหาสำหรับมือใหม่หัดเลี้ยง

สำหรับคนที่หัดปลูกต้นไม้ใหม่ๆ มักจะนิยมปลูกต้นไม้ตามกระแสที่มาแรงในช่วงนั้นๆ โดยไม่ได้คำนึงถึงสถานที่ที่จะนำต้นไม้เหล่านั้นไปปลูก ขาดการศึกษาข้อมูลก่อนที่จะนำไปเลี้ยงหรือคนขายก็มักจะบอกข้อมูลความจริงไม่หมด ยกตัวอย่างเช่นต้นมอนสเตอร่า เห็นใบสวยๆ ใบใหญ่ๆในรูป ที่บอกกันว่าเป็นต้นไม้ฟอกอากาศที่สามารถเลี้ยงในห้อง วางในห้องนอนได้ แต่หลายๆคนเมื่อได้รับไปแล้ว เลี้ยงไปสักระยะ ก็จะเจอกับใบที่เริ่มเปลี่ยนเป็นสีเหลือง ซึ่งใบเหลืองในมอนสเตอร่านี่มีหลายสาเหตุมาก ถ้าไม่ได้ศึกษาข้อมูลก่อนก็จะแก้ปัญหาไม่ตรงจุดสักที หรืออย่างไทรใบสัก อันนี้ก็มักจะเจอปัญหาใบมีจุดสีน้ำตาลหรือใบเหี่ยวแห้งแล้วก็ทิ้งใบ

ซึ่งต้นไม้ที่ยกตัวอย่างมาเหล่านี้ จากเดิมเป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าตามธรรมชาติ ต้นไม้อาจจะแข็งแรงเมื่ออยู่ตามแหล่งที่เหมาะสม คนที่นำมาเพาะเลี้ยงมักจะเข้าใจธรรมชาติของต้นไม้ชนิดนั้นๆดี ไม่ว่าแสง อุณหภูมิ ความชื้น น้ำหรือดิน ซึ่งเมื่อเข้าใจก็จะสามารถเลี้ยงได้เติบโตและสวยงาม แต่เมื่อเราซื้อจากร้านมาเลี้ยง เอาไปวางในมุมอับบ้าง ไม่โดนแสงแดดเลย รดน้ำทุกวันจนเกินพอดี ต้นไม้เมื่อมาอยู่ในมือเรา จึงเริ่มไม่สวยเหมือนอยู่ในร้าน ดังนั้นอยากเลี้ยงไม้ประดับให้สวยงามเหมือนซื้อมาใหม่ ก็ควรจะต้องศึกษาความต้องการของต้นไม้แต่ละชนิดให้ดีเสียก่อนที่จะซื้อ

ในส่วนของพลูบราซิลนั้น การปลูก การเลี้ยง มีข้อควรระวังก็คือเรื่องของแสงแดด ถ้าโดนแดดตรงๆ แดดจัดๆ ก็จะทำให้ใบไหม้ อย่างที่เกริ่นไปแล้วว่า พลูบราซิลนั้นเลี้ยงง่าย ชอบน้ำ เจริญเติบโตเร็ว ทนทานต่อโรคและแมลง จึงเป็นต้นไม้ที่ปลูกแล้วไม่ค่อยมีปัญหาอะไรกวนใจ

ปลูกพลูบราซิลในร่มรำไร

เวลาจะปลูกต้นไม้ มักจะได้ยินกันบ่อยๆว่าต้นไม้ชนิดนี้ต้องปลูกในที่ร่มรำไร ซึ่งถ้าให้ตีความเองในแต่ละคนก็คงจะแตกต่างกันออกไปว่าแสงขนาดไหนถึงจะรำไร เพราะแม้แต่ไม้ประดับที่ต้องการร่มรำไร แต่ต่างชนิดกันมาวางไว้ที่เดียวกันตามที่เราคิดว่าร่มรำไรแล้ว ชนิดหนึ่งอาจจะไม่เป็นไรเจริญเติบโตได้ดีปกติ แต่กับอีกชนิดก็อาจจะเกิดใบไหม้ได้ พืชในร่มรำไรแต่ละชนิดก็ต้องการแสงแดดที่แตกต่างกัน

โดยธรรมชาติของพลูชนิดต่างๆนั้นมักจะเป็นพืชที่อิงอาศัยร่มเงาของไม้ใหญ่ชนิดอื่นเพื่อเจริญเติบโต ดังนั้นจึงมักจะไม่ได้รับแสงแดดโดยตรง แต่ก็จะมีแสงแดดเพียงเล็กน้อยที่ลอดผ่านพุ่มใบส่องถึง เมื่อเรานำพลูบราซิลมาเลี้ยง จึงต้องปรับสภาพแวดล้อมในการรับแสงให้เหมาะสม ถ้าใช้ตาข่ายกรองแสงก็ควรใช้ประมาณ60-70% หรือการตั้งวางไว้ในบ้าน ก็ต้องได้รับแสงที่ไม่ส่องถึงโดยตรงโดยเฉพาะแสงแดดตั้งแต่เวลาช่วงเที่ยงเป็นต้นไป แสงขนาดไหนที่จะพอดีนั้น จะต้องคอยสังเกตอาการของพลูบราซิล ว่าได้รับแสงเมื่อนำไปวางไว้แล้วเจริญเติบโตได้ดี ไม่มีอาการใบไหม้ ใบลวก นั่นก็แสดงว่าสถานที่นั้นเหมาะสม

บทส่งท้าย

ถ้ามองหาไม้ประดับที่ดูแลง่าย ปลูกได้ทั้งในดินและน้ำ พลูบราซิลเป็นต้นไม้ที่น่าสนใจ เจริญเติบโตได้ดีในสภาพอากาศของบ้านเรา ไม่ค่อยมีโรคและแมลง ถ้ามีไอเดียในการจัดกระถางสวยๆ รับรองได้ว่านำมาประดับได้สวยงามไม่แพ้ต้นไม้ราคาหลักพัน คนที่อยากเลี้ยงต้นไม้ใหม่ๆ มักจะมองหาต้นไม้ที่กำลังนิยม แต่บางชนิดนั้นก็เอาใจยากเหลือเกิน แถมพื้นที่เลี้ยงนั้นอาจจะจำกัด เช่นอยู่ในคอนโดหรือห้องพัก ซึ่งเป็นสถานที่ที่ไม่ค่อยเอื้อกับการปลูกต้นไม้เสียเท่าไหร่ ได้ต้นไม้ราคาแพง แต่เอาใจยากไปเลี้ยง ผ่านไปสักพักก็ไม่สวยงามอย่างที่คิด พาลอยากจะเลิกเลี้ยงต้นไม้ไปเสียเลย ถ้าอย่างงั้นคงต้องลองหาไม้ประดับพื้นฐานอย่างพลูบราซิลหรือตระกูลพลูต่างๆมาเลี้ยงดูเสียก่อน ต้นไม้ชนิดนี้เลี้ยงง่าย ทนทานกับทุกสภาพแวดล้อม ขอให้อย่าโดนแดดจัดก็พอ รดน้ำ ใส่ปุ๋ยนิดหน่อย ก็จะได้ต้นไม้สวยๆไว้ประดับบ้านแล้ว

ต้นลิ้นมังกร เลี้ยงง่าย ขยายพันธุ์ไม่ยาก ทนร้อน ทนแล้ง

ต้นไม้ที่สามารถพบได้บ่อยๆ ไม่ว่าจะปลูกตามริมรั้วหรือในกระถางอย่างต้นลิ้นมังกร ทุกคนก็น่าจะเคยเห็นผ่านตากันมาบ้าง เป็นต้นไม้ที่ทนแล้ง ทนแดด ทนฝน โรคและแมลงไม่ค่อยมารบกวน แถมยังขยายพันธุ์ได้ง่าย แม้ไม่ต้องมาดูแลใส่ใจกันเป็นพิเศษ ปลูกทิ้งไว้ไม่นานก็แตกกอออกมาจนเต็มกระถาง

ปัจจุบันนี้มีสายพันธุ์ลิ้นมังกรออกมาวางขายในร้านขายต้นไม้มากมายหลายพันธุ์ มีการพัฒนาสายพันธุ์ให้ต้นมีรูปร่างและสีสันสวยงาม ชวนให้น่าปลูกกว่าสายพันธุ์ดั้งเดิมที่เห็นจนชินตา และพัฒนาไปจนถึงมีสายพันธุ์ที่ต้นไม่สูงเหมือนต้นแบบเก่า เรียกว่าเป็นลิ้นมังกรแคระ นำมาปลูกในกระถางขนาดเล็ก ตั้งประดับไว้บนโต๊ะทำงานหรือในห้องได้ดูสวยงาม

คนไทยสมัยก่อนมีความเชื่อว่าต้นลิ้นมังกรนั้นเป็นต้นไม้มงคล ปลูกไว้จะช่วยคุ้มครองและช่วยปกป้องบ้านเรือนจากภัยอันตราย บ้านตามชนบทสมัยก่อนจึงนิยมปลูกต้นลิ้นมังกรไว้ตามริมรั้วหน้าบ้าน

หลายคนอาจจะเคยได้ยินเกี่ยวกับต้นไม้ฟอกอากาศกันมาบ้าง และต้นลิ้นมังกรนั้นก็เป็นหนึ่งในลิสต์ที่เขาบอกกันว่าเป็นต้นไม้ที่ฟอกอากาศได้ด้วย นอกจากนี้ยังมีงานวิจัยที่บอกว่าต้นไม้ชนิดนี้มีคุณสมบัติแตกต่างจากต้นไม้ชนิดอื่นก็คือ จะคายออกซิเจนในเวลากลางคืน ซึ่งต้นไม้ชนิดอื่นนั้นจะคายคาร์บอนไดออกไซด์เวลากลางคืน

การขยายพันธุ์ต้นลิ้นมังกร

-การเพาะเมล็ด ลิ้นมังกรเมื่อเติบโตจนเต็มที่ก็จะสามารถมีดอกได้ ซึ่งสามารถนำเกสรมาผสมพันธุ์กับสายพันธุ์ที่ต่างกัน เพื่อให้เกิดการปรับปรุงพันธุ์และมีสายพันธุ์ใหม่ๆเกิดขึ้นมาหรือนำมาผสมเกสรสายพันธุ์เดียวกัน เพื่อให้ได้สายพันธุ์ที่บริสุทธิ์ แต่การเพาะเมล็ดเพื่อขยายพันธุ์จำนวนมากนั้นไม่ค่อยเป็นที่นิยมเพราะใช้เวลาที่ค่อนข้างนาน

ต้นลิ้นมังกร
ต้นลิ้นมังกร

-การปักชำ โดยการใช้ใบของต้นลิ้นมังกร มาตัดตามขวางเป็นท่อนๆ นำไปปักชำลงในวัสดุเพาะชำ รดน้ำประจำไม่ให้ดินแห้ง ก็จะมีหน่อเล็กๆของต้นลิ้นมังกรโผล่ขึ้นมา แต่การขยายพันธุ์แบบนี้ถึงแม้จะทำได้ง่ายและรวดเร็ว แต่ต้นใหมที่ได้มักจะมีการกลายพันธุ์ ได้ลักษณะต้นไม่เหมือนเดิม ต่างไปจากต้นแม่

-การแยกหน่อ วิธีนี้จะต้องใช้ต้นแม่พันธุ์ที่เจริญเติบโตเต็มที่จึงจะเริ่มแตกหน่อ เมื่อหน่อโตขึ้นและแข็งแรง จึงจะสามารถทำการแยกปลูกเพื่อเพิ่มปริมาณได้ วิธีการแยกหน่อนั้นจะมีข้อดีคือต้นที่ได้นั้นจะไม่กลายพันธุ์และได้ลักษณะสายพันธุ์ตามต้นแม่

การปลูกต้นลิ้นมังกร

ต้นลิ้นมังกรสามารถเจริญเติบโตได้ดีกับดินทุกชนิด แต่ดินที่ใช้ปลูกแล้วเจริญเติบโตได้ดีจะใช้ดินร่วนผสมปุ๋ยคอก โดยจะปลูกในกระถางหรือลงดินก็ได้ การให้น้ำถ้าปลูกในร่มรำไร อาจจะไม่ต้องรดน้ำมากนัก ประมาณ2-3วันครั้ง แต่ถ้าอยู่ในที่แดดจัดอาจจะรด1-2วันครั้ง ไม่ควรรดน้ำจนขังแฉะเพราะจะทำให้รากเน่าได้ ลิ้นมังกรเจริญเติบโตได้ง่าย ทนกับอากาศร้อนๆนบ้านเราได้สบาย ไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวน ปลูกทิ้งไว้ รดน้ำบ้าง ใส่ปุ๋ยบ้าง สักพักก็จะแตกหน่อเพิ่มมากขึ้น ถ้าเลี้ยงในกระถาง เมื่อต้นโตแตกหน่อออกมามาก ควรจะเปลี่ยนกระถางให้ขนาดใหญ่ขึ้นและแยกหน่อปลูกเพื่อลดความแออัดและสามารถแตกหน่อเพิ่มขึ้นได้อีก

ต้นลิ้นมังกร มูนไชน์

ปกติจะชอบเลี้ยงลิ้นมังกรแคระ ที่มีใบเป็นสีเหลืองเสียเป็นส่วนใหญ่ เพราะส่วนตัวจะชอบต้นไม้ที่มีใบไม่ใช่สีเขียว รู้สึกว่ามันให้ความแตกต่างกับต้นไม้ชนิดอื่นๆได้ชัดเจน ต้นลิ้นมังกร มูนไชน์ Sansevieria trifasciata ‘Moonshine’ ก็เป็นอีกสายพันธุ์หนึ่งที่เห็นแล้วสะดุดตา ชอบในสีของใบ ที่มีสีเขียวอ่อนๆ อยากได้มาปลูกขึ้นมาทันที

มูนไชน์นั้นเป็นพันธุ์ลูกผสม การขยายพันธุ์นั้นถ้าอยากให้ได้สีสันเหมือนต้นแม่ ก็ต้องรอให้แตกกอเสียก่อน ในตอนแรกที่ได้มาปลูกนั้น ได้ขนาดต้นแม่พันธุ์มาเลย โดยไม่ได้ศึกษาเกี่ยวกับเรื่องสายพันธุ์ของต้นลิ้นมังกรสายพันธุ์นี้มาก่อน เมื่อปลูกไปแล้วได้ขนาดใบที่เหมาะสมจึงตัดใบปักชำทันที แต่เมื่อต้นเล็กๆงอกออกมากลับกลายเป็นสีเขียวเข้มทั้งหมด ไม่เหมือนกับต้นแม่พันธุ์เลย

จริงๆแล้วถ้าไม่ใจร้อนมากนัก ค่อยๆปลูก ค่อยๆดูแล ใช้เวลาไม่นาน ต้นลิ้นมังกร มูนไชน์ ก็สามารถแตกหน่อเพิ่มจำนวนมาให้เราปลูกได้มาก

มะยมเงินมะยมทอง ความสวยงามตามธรรมชาติ ที่ต้องหามาปลูกในบ้าน

การที่จะปลูกต้นไม้ไว้ในบ้านหรือในห้อง ถ้าสถานที่ไม่ค่อยจะเอื้ออำนวย การจะเลี้ยงต้นไม้สวยๆไว้อวดเพื่อนๆสักหน่อย ก็กลายเป็นเรื่องที่ยากไปเลย เมื่อเลือกต้นไม้อยู่ที่ร้าน มองไปต้นไหนก็ดูมีแต่สีเขียวสวยงาม แต่พอนำกระถางมาตั้งไว้ที่บ้าน โดยเฉพาะเรื่องแสงแดดที่บ้านเราเป็นเมืองร้อน อากาศร้อน มีแดดตลอดทั้งปี ซื้อต้นไม้ที่ใบสวยๆมาเลี้ยงก็โดนแดดเสียจนใบไหม้หมด ครั้นจะจัดการเรื่องสถานที่ก็ใช่จะทำได้เสมอไป อยู่ห้องพักอยู่คอนโด ก็จะลำบากที่จะเตรียมสถานที่ให้เหมาะกับต้นไม้ได้

แต่ต้นไม้สวยๆนั้นก็ยังมีอีกมากมาย ไม่จำเป็นต้องเป็นไม้ตามกระแส ไม้ใบสวยงามจริงแต่เลี้ยงแล้วไม่รอด ก็คงต้องหาต้นไม้ที่ทนแดด ทนร้อนได้ดี มาเลี้ยงให้สวยงามกันดีกว่า มะยมเงินมะยมทอง เป็นไม้โขดที่น่าสนใจ มีเสน่ห์ที่รูปทรงของหัวแตกต่างกันออกไป มีเอกลักษณ์เฉพาะตัว เป็นไม้ที่ชอบแดดปานกลาง ให้น้ำน้อย นำมาใส่กระถางเซรามิกหรือดินเผาสวยๆ วางประดับในบ้าน ก็สามารถสร้างมุมสวยๆได้ไม่แพ้ต้นไม้ราคาแพงเลย

ต้นมะยมเงินมะยมทอง

เป็นต้นไม้ที่ขึ้นอยู่ในป่าเขา ขึ้นอยู่ตามโขดหิน เป็นต้นไม้ที่เกิดขึ้นตามธรรมชาติ บางคนอาจจะเรียกว่ามะยมหิน มีหัวเป็นโขด นิยมเลี้ยงไว้เพื่อเป็นไม้โขด โชว์ความสวยงามของโขด แต่ละโขดก็จะแตกต่างกันตามแต่ธรรมชาติได้สร้างสรรค์มา มะยมเงินจะมีใบสีเขียว มะยมทองจะมีใบสีแดง ตอนกลางวันใบจะบานรับแสง ส่วนในตอนกลางคืนนั้นใบจะหุบเข้า มะยมเงินมะยมทอง เป็นต้นไม้มงคล ที่มีความเชื่อกันว่า ปลูกในบ้านหรือร้านค้า จะเสริมความเป็นสิริมงคล เสริมฮวงจุ้ย เรียกทรัพย์ ค้าขายดี

มะยมเงินมะยมทอง
มะยมเงินมะยมทอง

วิธีปลูกมะยมเงินมะยมทอง

มะยมเงินมะยมทองเป็นต้นไม้ที่โตช้า แต่ก็เลี้ยงได้ง่าย วัสดุปลูกควรใช้ดินที่มีส่วนผสมที่ระบายน้ำได้ดี โดยใช้ดินร่วนผสมกับทรายในอัตราส่วนที่เท่ากันหรือบางคนอาจจะใช้ดินสำหรับปลูกกระบองเพชรก็ได้ ในช่วงแรกที่นำหัวลงกระถางต้องให้น้ำเพื่อให้มีความชื้นที่พอเหมาะต่อการเจริญเติบโต ไว้ในที่ร่มรำไร เมื่อต้นแข็งแรงแล้วจึงนำไปเลี้ยงออกแดดได้และเมื่อเลี้ยงจนมียอดและยาวขึ้นเรื่อยๆ ควรจะตัดออก ยอดใหม่ก็จะขึ้นมาแทนและหัวก็จะใหญ่ขึ้น ควรเปลี่ยนวัสดุปลูกและตัดแต่งรากอย่างน้อยปีละ1ครั้ง มะยมเงินมะยมทองถ้ารดน้ำบ่อยๆรากจะเน่า ดังนั้นควรจะรดน้ำอาทิตย์ละ1-2ครั้ง เป็นไม้ที่ทนแล้งได้ดีและชอบแสงแดด แต่ก็สามารถเลี้ยงในร่มรำไรก็ได้เช่นกัน

ต้นไม้โขดสวยๆที่น่าสนใจ

-บัวบกโขด หัวเป็นโขดกลมๆสวยๆ ปกติอยู่ตามธรรมชาติจะชอบแดด ใบมีสีเขียวกลมสวย ปลูกง่าย ต้องการน้ำน้อย วิธีเลี้ยงคล้ายๆกับมะยมเงินมะยมทอง

-บอระเพ็ดพุงช้าง เป็นว่านชนิดหนึ่งนอกจากใช้หัวมาปลูกเป็นไม้ประดับแล้วก็ยังมีสรรพคุณในการเป็นยา ใช้ได้ทั้งใบ เถา หัว ราก มาปรุงเป็นยา ว่านชนิดนี้จะแบ่งได้เป็น2ชนิด โดยแยกจากสีของยาง เถาตัวเมียจะมีใบสีเขียวเรียกว่าบอระเพ็ดพุงช้าง ส่วนเถาตัวผู้ ใบจะมีเขียวอมแดง เมื่อเด็ดก้านใบจะมียางสีแดงไหลออกมา เรียกต้นตัวผู้นี้ว่าว่านสบู่เลือด

-เสน่ห์นางพิมพ์ มีใบคล้ายกับรูปหัวใจ เป็นต้นไม้ที่หายาก ชอบแดด ไม่ชอบน้ำขังแฉะ เป็นต้นไม้ที่ว่ากันว่าเป็นมงคลกับผู้ปลูก ด้านเมตตามหานิยม ปกป้องคุ้มครองและค้าขายดี

-ตำลึง เป็นต้นไม้ที่คนนิยมนำยอดมารับประทาน แต่ก็สามารถนำโขดมาปลูกเป็นไม้ประดับได้เช่นกัน ต้นตำลึงเมื่อมีอายุมากๆ ก็จะมีโขดที่มีลักษณะเหมือนกับขอนไม้ นำมาใส่กระถางเลี้ยงไว้เพื่อความสวยงามได้

บทส่งท้าย

การเลี้ยงไม้โขดอย่างมะยมเงินมะยมทองหรือไม้โขดชนิดอื่น เป็นเหมือนงานศิลปะ โขดแต่ละโขดจะมีความสวยเฉพาะตัว ถึงแม้จะมีความคล้ายแต่ก็ไม่เหมือนกันเลยเสียทีเดียว เหมาะกับคนที่ต้องการปลูกต้นไม้แต่มีเวลาดูแลรักษาน้อย ต้นไม้เหล่านี้จะไม่ค่อยมีโรคและแมลงมารบกวน จะมีเน่าเสียบ้างก็จากความชื้นที่รดน้ำมากเกินไป งานอดิเรกที่ช่วยผ่อนคลายความเครียดกับการปลูกมะยมเงินมะยมทองสวยๆไว้ในบ้าน เพิ่มความงามอย่างแตกต่างไม่น่าเบื่อ อยากปลูกต้นไม้ง่ายๆ แนะนำให้หามาลองปลูกดู

ฟิโลเดนดรอนพลูจีบ ไม้ใบหยัก ปลูกได้ทั้งในบ้านและจัดสวน

ต้นไม้ประดับใบสวย ที่นิยมนำมาตกแต่งบ้านหรือสวน ต้นไม้ที่เหมาะกับในร่มอย่างฟิโลเดนดรอนพลูจีบนั้น มีใบที่เป็นทรงสามเหลี่ยมขอบหยัก สีเขียวสะดุดตา ครั้งหนึ่งเคยเป็นต้นไม้ที่ได้รับความนิยม แต่ในปัจจุบันฟิโลเดนดรอนมีสายพันธุ์ต่างๆอีกมากที่มีการนำมาปลูก ทำให้ฟิโลพลูจีบนั้นได้รับความสนใจน้อยลงไปบ้าง

แต่อย่างไรก็แล้วแต่ด้วยความที่ใบแปลกไม่ค่อยเหมือนกับชนิดอื่น ฟิโลพลูจีบนอกจากจะทำมาปลูกเลี้ยงในกระถางแล้วหรือจัดสวนแล้ว ก็ยังถูกนำมาปลูกเพื่อเป็นไม้ตัดใบ เพื่อนำไปใช้ในการจัดดอกไม้ สำหรับงานพิธีต่างๆ เป็นใบไม้ที่คงความสดได้นาน ถึงแม้จะไม่ค่อยชอบแดดนัก แต่เมื่ออยู่ในร่มก็สวยงามไม่แพ้ฟิโลเดนดรอนชนิดอื่นเลยและฟิโลเดนดรอนพลูจีบนั้นจะมีฟิโลอีกชนิดหนึ่งที่รูปใบเหมือนกัน แต่แตกต่างกันตรงที่มีลายที่ใบ เรียกกับว่าฟิโลเดนดรอนลายเมฆ

ฟิโลเดนดรอนพลูจีบ
ฟิโลเดนดรอน พลูจีบ

วิธีดูแลฟิโลเดนดรอนพลูจีบ

เมื่อซื้อต้นไม้กลับบ้านไปแล้วหลายๆคนคงจะเจอปัญหาที่เลี้ยงต้นไม้ไปสักระยะหนึ่ง ต้นฟิโลพลูจีบก็เริ่มจะไม่มีความสวยงามเหมือนกับตอนที่อยู่ในร้าน ใบจะเริ่มมีสีเหลือง อาจจะเป็นสีเหลืองตามขอบใบ เหลืองตรงกลางใบ ไปจนถึงมีสีเหลืองทั้งใบหรือในบางต้นใบเป็นสีน้ำตาลบริเวณขอบแล้วเริ่มเปลี่ยนเป็นสีน้ำตาล คล้ายถูกลวก

จริงอยู่ที่ฟิโลเดนดรอนพลูจีบหรือฟิโลเดนดรอนสายพันธุ์อื่นๆ อาจจะไม่ได้เหมาะกับการนำมาปลูกในห้องหรือในอาคาร แต่ว่าถ้าเราเข้าใจนิสัยของต้นไม้แล้ว ก็สามารถปลูกให้สวยงามได้เช่นกัน เพราะในร้านที่เลี้ยงในเรือนเพาะชำก็พยายามปรับให้เข้ากับธรรมชาติของต้นไม้แต่ละชนิดได้ ทั้งๆที่ต้นฟิโลเหล่านี้ก็เป็นต้นไม้ที่มาจากป่า ขอเพียงให้เราดูแลให้เหมาะสม เข้าใจถึงธรรมชาติของฟิโลพลูจีบที่เราปลูก ก็สามารถเลี้ยงต้นฟิโลให้มีความสวยงามได้เหมือนกับออกมาจาร้าน

-แสงแดด เป็นเรื่องที่สำคัญที่ควรคำนึงถึงเป็นอย่างแรก ฟิโลเดนดรอนพลูจีบนั้นชอบแสงรำไร ซึ่งฟิโลเดนดรอนนั้นเป็นพืชที่ขึ้นอยู่ในป่า อาศัยร่มเงาของต้นไม้ใหญ่เป็นที่บังแสง อาจจะมีได้รับแสงแดดบ้างเล็กน้อยในบางช่วงขงแต่ละวัน เป็นแสงที่เล็ดลอดผ่านใบไม้ พุ่มไม้ของไม้ต้นใหญ่ การนำฟิโลพลูจีบมาปลูกในบ้านนั้นก้จึงต้องให้ต้นไม้รับแสงบ้าง อาจจะตั้งกระถางไว้ในทิศที่รับแดดอ่อนๆได้ในช่วงเช้าประมาณ3-4ชั่วโมงต่อวัน ให้ต้นฟิโลได้อาศัยแสงแดดในการสังเคราะห์อาหารและที่ควรระวังก็คือไม่ควรให้แดดส่องถึงใบของฟิโลพลูจีบในช่วงบ่าย ซึ่งจะเป็นช่วงที่แดดแรง ทำให้เกิดใบไหม้ได้ง่ายๆ แต่ถ้าจำเป็นต้องปลูกไว้ในจุดที่ต้องรับแสงในช่วงเที่ยงเป็นต้นไป ก็ต้องใช้ตาข่ายพรางแสง 80% มุงด้านบนเพื่อลดแสง ให้ตาข่ายสูงจากต้นประมาณ3เมตรขึ้นไป เพื่อไม่ให้เกิดความร้อนขึ้นใต้ตาข่ายพรางแสงมาก
บางคนอาจจะใช้วิธียกกระถางต้นไม้ไปให้รับแสงในแต่ละวัน เพราะว่าไม่มีที่ตั้งกระถางปลูกในจุดรับแดดที่เหมาะสม การเคลื่นย้ายต้นไม้บ่อยๆนั้น จะทำให้ต้นไม้มีอาการเครียดได้และจะส่งผลต่อการเจริญเติบโตได้

-การรดน้ำ ฟิโลเดนดรอนพลูจีบเป็นพืชที่ไม่ต้องการน้ำและความชื้นมาก โดยเฉพาะการปลูกไว้ในกระถาง ส่วนใหญ่จะนิยมใช้ขุยมะพร้าวผสมกาบมะพร้าวเป็นหลัก ซึ่งวัสดุปลูกแบบนี้ถึงแม้จะโปร่ง รากเดินได้ง่ายแต่ก็จะเก็บความชื้นได้ดี เมื่ออยู่ในกระถางจะระบายความชื้นออกได้ช้า ถ้ารดน้ำบ่อยเกินไป ความชื้นก็จะสะสมต่อเนื่อง ทำให้เกิดรากเน่าหรือใบเหลืองได้ การรดน้ำจึงควรดูที่วัสดุปลูกชั้นในของกระถางว่ายังชุ่มอยู่หรือไม่ เพราะหากดูเพียงขุยมะพร้าวชั้นบนจะดูแห้งแต่ด้านในนั้นยังมีความชื้นอยู่ ซึ่งโดยปกติแล้วถ้าวัสดุปลูกฟิโลเดนดรอนพลูจีบที่ใช้เป็นขุยมะพร้าวกับกาบมะพร้าว ถ้ายังไม่ผุหรือเก่ามากนัก การรดน้ำอาจจะทำเพียงสัปดาห์ละ2-3ครั้งเท่านั้น

-การระบายอากาศ ธรรมชาติของต้นไม้แทบทุกชนิดมักจะเจริญเติบโตมากับแสงแดดและสายลม เมื่อถูกนำมาปลูกในที่อับ อากาศไม่ถ่ายเท ก็จะเป็นเรื่องที่ผิดธรรมชาติสำหรับต้นไม้ ฟิโลเดนดรอนเองก็เช่นกัน การที่ถูกปลูกในกระถางและถูกนำมาตั้งไว้ตามมุมห้อง ตามมุมอับ ที่ไม่ค่อยจะมีอากาศถ่ายเท ก็จะทำให้มีผลต่อการเจริญเติบโตได้เช่นกัน

-การให้ปุ๋ย สำหรับต้นฟิโลนั้น เมื่อใช้กาบมะพร้าวสับเป็นเครื่องปลูก ก็จะไม่ค่อยมีแร่ธาตุอาหารหรือถ้าผสมดินก้ามปูหรือดินอื่นๆที่พอมีแร่ธาตุอาหาร เมื่อพืชนำไปใช้ก็จะหมดไปได้ เมื่อเลี้ยงฟิโลเดนดรอนพลูจีบไปสักระยะ ก็จำเป็นที่จะต้องให้ปุ๋ย ซึ่งจะใช้ปุ๋ยเคมีสูตร15-15-15 หรือปุ๋ยละลายช้า 13-13-3 ที่มีข้อดีตรงที่เราไม่ต้องใส่ปุ๋ยบ่อย ปุ๋ยสูตรนี้จะค่อยสลายตัวและปล่อยธาตุอาหารให้พืชได้ใช้ประโยชน์อย่างช้าๆในเวลา ประมาณ2-3เดือนต่อการใส่ปุ๋ย1ครั้ง การให้ปุ๋ยทางดินนั้นพืชจะได้สารอาหารหลักอยางN P K การฉีดปุ๋ยเสริมทางใบที่มีธาตุอาหารรองให้เพิ่มเติมก็จะทำให้ต้นแข็งแรงขึ้น ใบสวยงาม เจริญเติบโตได้ดี

วิธีขยายพันธุ์ฟิโลเดนดรอนพลูจีบ

-การใช้เมล็ดพันธุ์ การใช้เมล็ดพันธุ์เพื่อขยายพันธุ์นั้น ควรจะนำมาจากแหล่งที่เชื่อถือได้ เพราะจะได้สายพันธุ์ที่บริสุทธิ์ตรงตามความต้องการ นำเมล็ดที่ได้มาคลุกกับสารกันเชื้อรา นำไปเพาะในวัสดุเพาะ ที่ระบายน้ำได้ดี เช่นแกลบเผาผสมกับดินร่วนและขุยมะพร้าวหรือถ้าจะสะดวกก็ใช้พีทมอสเพาะเมล็ด เพราะพีทมอสมีคุณสมบัติเก็บความชื้นได้พอสมควร ระบายน้ำได้ดี มีธาตุอาหารอยู่ในพีทมอส ทำให้ต้นกล้าได้รับสารอาหารตั้งแต่เล็ก ต้นกล้าก็จะแข็งแรงดี
ทำการเพาะโดยวางเมล็ดลงหลุมละ1เมล็ด กลบบนเมล็ดด้านบนบางๆ เมล็ดฟิโลไม่จำเป็นที่ต้องใช้แสงในการงอก นำถาดเพาะไปวางไว้ในที่มีแสงแดดรำไร ระวังแมลงต่างๆ ไม่ให้มารบกวน เมื่อต้นกล้าฟิโลมีใบ2-3ใบก็ย้ายลงกระถางต่อไป

-การปักชำ รากขอฟิโลพลูจีบนั้นจะงอกออกบริเวณข้อ เมื่อนำมาปักชำควรเลือกต้นที่มี1-2ข้อขึ้นไป ตามขนาดของต้นที่ตัดกิ่งออกมา ถ้าสั่งซื้อกิ่งที่ต้องมีการขนส่ง ควรนำกิ่งมาแช่น้ำไว้ประมาณ1คืน เพื่อให้ได้พักตัวก่อน จากนั้นจึงนำไปปักชำในวัสดุเพาะที่ใช้กาบมะพร้าว1ส่วน ผสมกับขุยมะพร้าว1ส่วน นำกิ่งที่ต้องการปักชำมาวางไว้ ใช้วัสดุปลูกวางกลบ ประคองไม่ให้ล้ม ไม่ต้องชำให้ลึกจนเกินไป เหลือส่วนด้านบนของกิ่งให้ได้รับอากาศ รดน้ำให้ชุ่ม ประมาณ1เดือน ก็จะเริ่มมีรากใหม่งอกออกมา